หมายเหตุ : วงเสวนา “การร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย : บทเรียนจากป๋วยและปรีดี” ในงาน “ปรีดี” ประจำปี 2559 จัดโดย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อ.ปรีดี พนมยงค์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับบทเฉพาะกาลไว้ โดยระบุว่า บทเฉพาะกาลไม่ได้ขัดขวางประชาธิปไตยเสมอไป แต่ควรดูว่าบทเฉพาะกาลนั้นจะนำไปสู่บทถาวรที่เป็นประชาธิปไตยหรือเป็นอำมาตยาธิปไตย ซึ่ง อ.ปรีดี มองว่า บทเฉพาะกาลเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หรือที่ปัจจุบันเราใช้คำว่า การเปลี่ยนผ่าน ทั้งนี้ ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ฉบับที่จะนำไปสู่การทำประชามติ จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านอะไร ซึ่งตามบทเฉพาะกาลที่มานายกรัฐมนตรีได้เปิดช่องให้ ส.ว.สามารถเปิดโหวตร่วมกับ ส.ส.เพื่อให้ ส.ส.มีอำนาจในการโหวตเลือกนายกฯที่ไม่ได้มาจาก ส.ส.ได้ ประกอบกับ คำถามพ่วงประชามติ ยังระบุชัดเจนว่า ให้อำนาจ ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯได้นั้น จะทำให้อำนาจ ส.ว.จะมีมาก และจะเป็นประเด็นว่า เราไปสู่ประชาธิปไตย หรือเป็นอำมาตยาธิปไตยกันแน่
นอกจากนี้ มาตรา 265 ในบทเฉพาะกาลยังคงอำนาจ คสช. และมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ควบคู่กับรัฐธรรมนูญที่กำลังทำประชามติ แต่ผลของบทเฉพาะกาลเช่นนี้ จะทำให้ประเทศไทยมีกฎหมายสูงสุด 2 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญ ปี 2559 ร่วมกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เพราะ คำสั่งใดๆ คสช.ยังคงอยู่ตามบทเฉพาะกาล
ขณะที่ ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม จะทำให้เสียงของประชาชนไม่ได้รับการเคารพ เพราะเป็นไปได้อย่างมากว่า พรรคเสียงข้างมากจะไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และการมีหนึ่งบัตรเลือกตั้งจะทำให้เสียงประชาชนถูกบิดเบือนได้มาก ส่วน วิธีการร่างรัฐธรรมนูญ อ.ปรีดี บอกไว้อย่างชัดเจนว่า การร่างรัฐธรรมนูญต้องกระทัดรัด ไม่มีมากมายหลายมาตรา ต้องใช้คำง่ายที่สามัญที่ประชาชนเข้าใจง่าย แต่ดิฉันก็แปลกใจมากที่ลูกศิษย์ อ.ปรีดีทั้งหลาย ที่ร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่จบจากธรรมศาสตร์ จะมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่บ้างนั้น มักจะขยายมาตราและเพิ่มความยาวของรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
หากดูคำถามพ่วง ทั้งๆ ที่ความหมายจริงอย่างตรงไปตรงมาอยู่ที่ว่า “จะให้ ส.ว.มีอำนาจร่วมกับ ส.ส.ในการเลือกนายกฯหรือไม่” แต่ สนช.กลับไปเพิ่มให้ยาวและและประชาชนเข้าใจต่อทำความเข้าใจด้วย
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น นายปรีดี พนมยงค์ รู้ถึงจุดอ่อนของระบบรัฐสภาเป็นอย่างดี เมื่อฝ่ายนายกฯที่มาจากเสียงข้างมาก ส.ส.ขณะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติด้วย ฝ่ายบริหารก็จะครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติได้ การถ่วงดุลก็จะไม่เกิด ซึ่งเขาได้วางกลไกสองเรื่องแก้ไขปัญหานี้ นั่นคือ กำหนดให้ ส.ส. ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง และอย่างที่สองคือการวางหลัก เสรีภาพในการทำหน้าที่ผู้แทนปวงชน นั่นคือให้ ส.ส. เป็นผู้แทนของประชาชนทั้งหมด ไม่ใช่เป็นตัวแทนของพรรคหรือสำหรับคนที่เลือกตนเท่านั้น ต้องทำประโยชน์ให้ปวงชน ไม่ใช่ของพรรค
ตอนร่างรัฐธรรมนูญปี 40 มีเจตนาอยากจะแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่กลับไปทำให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยการการเพิ่มให้ต้องสังกัดพรรคไม่ต่ำกว่า 90 วัน ซึ่งหมายความว่าต้องเป็นลูกพรรคที่จงรักภักดีต่อพรรค ซึ่งหัวหน้าพรรคก็เป็นผู้เลือกว่าใครจะลงสมัคร กลายเป็นว่า หัวหน้าพรรคที่เป็นนายก สามารถเลือก ส.ส. ได้ โดยเห็นได้ชัดในยุครัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และสุดท้ายเมื่อการเมืองมีปัญหาก็ใช้วิธีเดิมๆ คือการฉีกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็ไม่ได้แก้ไขอะไรมาก ซึ่งได้ให้อำนาจศาล เป็นผู้สรรหาองค์กรอิสระ ผมจึงขอเปรียบว่า ถ้าเราไปดูบอล ทราบว่ามีทีมใดทีมหนึ่งที่ท่านรู้ว่า นักเตะมาจากการคัดเลือกกรรมการ เราจะเชื่อในการตัดสินของเขาหรือไม่
ทั้งนี้ ผมคิดว่าปัญหาคือการเมืองคุมไม่อยู่ จนนำมาสู่เหตุการณ์วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งยังไม่ได้แก้ปัญหาปี 2550 โดย ส.ว.ในร่างรัฐธรรมนูญที่ให้มาจากเลือกตั้งทางอ้อม หากเป็นเช่นนี้ จะไปในค่อนไปทางสรรหารมากกว่า และในบทเฉพาะกาลได้ให้ คสช. ได้เข้ามาร่วมเลือก ส.ว. ดำรงตำแหน่งใน 5 ปีแรก
ขณะเดียวกัน เมื่อมีคำถามพ่วงเพิ่มเติมที่ให้ ส.ว. ร่วมเลือกนายกฯได้ เรื่องนี้ก็น่าเป็นห่วงมาก เพราะระบบการเลือกตั้งแบบจัดสันปันส่วนผสมจะไม่มีพรรคไหนได้ะคแนนเสียงเกินครึ่ง กลายเป็นว่าพรรคที่ใหญ่ที่สุดในการเลือกนายกฯ ได้ก็คือพรรค ส.ว. และนี้ดูเหมือนว่า คสช.ก็อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน โดยคิดว่า คสช.อยากให้ผ่าน เพราะยังไม่ยอมบอกว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญคว่ำแล้วต้องพบกับอะไร ซึ่งส่วนนี้เองจึงทำให้ประชาชนเลือกสิ่งที่มองเห็นมากกว่า รวมทั้ง กฏเกณฑ์ต่างของในระหว่างการทำประชามติของกกต.ก็ไม่มีความชัดเจน
ตามร่างรัฐธรรมนูญ คสช.มีอำนาจในการเลือกนายกฯร่วมกับ ส.ส. และสามารถติดตามการทำงานของนายกฯได้ ว่าทำตามแผนปฏิรูปหรือไม่ ซึ่งจะกลายเป็นว่า คสช. มีส่วนได้เสีย และการห้ามแแสดงความเห็นว่ารับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมมองว่า ไม่ใช่เรื่องดี เพราะ ถ้า คสช. จะประกาศว่าจะยอมรับการลงมติของประชาชน ก็ควรปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของประชาชน และให้ทั้งสองฝ่ายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแสดงออกได้ตามสมควร
คสช.ควรถอยออกมาแล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เพราะนี่เป็นเรื่องของการปกครองตนเองโดยประชาชน การที่ประชาธิปไตยจะสำเร็จ เราก็ต้องไม่ให้ความชอบธรรมกับระบอบอื่นด้วย

