คลายกังวลและลดแรงกดดันภายหลังพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) การเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดประชุมในทันทีและมีมติให้จัดการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในวันที่ 24 มีนาคมนี้
สิ่งที่รัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กังวลใจคือรัฐบาลเข้าลักษณะ “ขาลอย” และหวั่นเกรงว่าบรรดาข้าราชการน้อยใหญ่จะเข้าเกียร์ว่าง ไม่สนองงานหรือคำสั่งจากรัฐบาลในช่วงรอรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง
เพราะอย่าลืมว่าข้าราชการไทยปรับตัวได้เก่ง สามารถสนองงานได้กับทุกรัฐบาลไม่ว่าจะซีกเผด็จการ หรือประชาธิปไตย ดังนั้นท่าทีของข้าราชการ คือ การรอดูสถานการณ์การเมืองว่าพรรคหรือกลุ่มการเมืองไหนจะเข้าวินเป็นรัฐบาล
แต่ก็อย่าลืมว่า “บิ๊กตู่” ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังมีอาญาสิทธิ์ ม.44 อยู่ในมือ
ทันทีที่ กกต.ประกาศวันเลือกตั้ง บรรดาพรรคการเมืองจึงด่าหน้าออกมาเรียกร้องให้ คสช.คืนอำนาจ ปราม พล.อ.ประยุทธ์หยุดใช้ ม.44 นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อหยุดวงจรการใช้กฎหมายที่มีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งและบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนได้
ยึดแนวปฏิบัติเช่นเดียวกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลังการยุบสภา โดยขอให้ยุติการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ยุติการดำเนินการนโยบายที่จะก่อให้เกิดงบประมาณผูกพันต่อเนื่องไปถึงรัฐบาลชุดต่อไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว “พิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญ” จะปูทางให้ “บิ๊กตู่” เข้ามาสานต่ออำนาจอีกครั้ง โดยเฉพาะมาตรา 272 ในบทเฉพาะกาลให้ ส.ว.เลือกนายกฯได้ 2 สมัย รัฐบาลชุดใหม่ผู้เสนอตัวเป็นนายกฯ พรรคนั้นมี 25 ที่นั่งก็เสนอได้ หาอีก 101 เสียง รวมให้ได้ 126 เสียง บวกกับ 250 ส.ว.ก็อยู่ในอุ้งมือ คสช. รวมกันเกิน 376 เสียงเพื่อมาโหวตเลือกนายกฯ ขณะเดียวกันซีกพรรคเพื่อไทย ก็เปิดเกมชิงอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทยชี้ชัดว่าฝ่ายซีกประชาธิปไตยต้องได้มากกว่า 250 เสียงเกินกึ่งหนึ่งจาก 500 เสียง เพราะการประชุมสภาครั้งแรกต้องเลือกประธานสภาก่อน
ดังนั้นพรรคเพื่อไทยต้องเสนอชื่อประธานสภา หากเสียงส่วนใหญ่ในสภาอยู่ปีกประชาธิปไตย แล้วอีกฝ่ายจะอยู่เสียงข้างน้อย มีเสียงไม่เกินครึ่งของสภา เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยสามารถคุมเกมในสภาได้
เชื่อว่า พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาชาติ ฝ่ายประชาธิปไตยรวมแล้ว 300 เสียง มั่นใจว่าประธานสภาเป็นฝ่ายประชาธิปไตยอยู่แล้ว
หากสมมุติว่าพรรคพลังประชารัฐสามารถตั้งนายกฯ โดยรวบรวมเสียงได้เกิน 375 เสียงจาก 2 สภา โดยมี 250 ส.ว.หนุนหลัง แต่ในสภาล่างจะถือเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยมีเสียงหนุนไม่เกิน 200 เสียง
ภายใต้สภาล่างที่อยู่ในคอนโทรลของพรรคเพื่อไทย ฝ่ายบริหารต้องเจอทั้งกระทู้ ญัตติ กระทู้สด ซึ่งนายกฯต้องมาตอบในสภา
แม้ไม้ตายคือการยื่นญัตติซักฟอก หรือเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ลองนึกภาพดูหากนายกฯ
ชื่อ “บิ๊กตู่” ที่มีภูมิต้านทานต่ำ อารมณ์ร้อน ชอบปะทะคู่ขัดแย้ง
ยิ่งฝ่ายเพื่อไทยมีข้อมูลเด็ดเกี่ยวพันกับ 3 พี่น้องบูรพาพยัคฆ์ เชื่อมั่นว่ารัฐบาลหน้าอยู่ไม่ยาว

