เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่ จ.เพชรบูรณ์ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ให้สัมภาณ์ขณะลงพื้นที่ช่วยลูกพรรคหาเสียงว่า เราพร้อมเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ แต่เมื่อกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 มีนาคม ก็เท่ากับมีเวลาทำงานเพิ่มอีก 1 เดือน คงจะได้พบปะพี่น้องประชาชนทั่วประเทศอย่างทั่วถึงมากขึ้น ตัวผู้สมัครที่มีการคัดสรรกันไว้ จะมีเวลาทำงานในพื้นที่มากขึ้น เรายอมรับความเป็นพรรคใหม่ ต้องทำงานหนักกว่าพรรคที่ลงสนามเลือกตั้งมาแล้ว ดังนั้น วันที่ 24 มีนาคม จึงเป็นจุดหมาย ทษช.เราไม่เรียกว่าเส้นชัย แต่จะเรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้น ที่จะทำให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจนำพาประชาธิปไตยกลับสู่บ้านเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการหาเสียงหลายพื้นที่ ต้องต่อสู้กับอดีตเพื่อนร่วมพรรค หรือเพื่อนรวมงาน อย่าง อ.หล่มสัก นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ไม่หนักใจ เพราะเชื่อมั่นในประชาชนชาวเพชรบูรณ์ ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยมาตลอด วันนี้ตัวแทนของพวกเขาเปลี่ยนข้างย้ายพรรค ไปอยู่กับพรรคการเมืองซึ่งมีความชัดเจนว่าสนับสนุนแนวทางการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ ตนเชื่อว่าไปได้แต่ตัว ประชาชนไม่ได้ตามไปด้วย แล้วประชาชนชาวเพชรบูรณ์จะยืนยันในหลักการประชาธิปไตย เลือกพรรคการเมืองที่มีความชัดเจนว่าไม่ร่วมเส้นทางกับฝ่ายเผด็จการ

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า ส่วนประเด็น 4 รัฐมนตรี รวมถึง นายกรัฐมนตรี หากจะตอบรับเป็นแคนดิเดตเสนอชื่อเป็นนายกฯ พรรคการเมืองใดก็ตาม ควรจะตัดสินใจลาออก ไม่ควรจะมีเสียงเรียกร้องให้ดังขึ้นทุกๆ วันเช่นนี้ เรื่องนี้แม้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ จะอ้างทุกวันว่าไม่มีกฎหมายห้าม แต่เป็นเรื่องจิตสำนึก เป็นสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันควรแสดงออกให้เท่าเทียม รัฐบาลจัดการเลือกตั้ง เมื่อยุบสภา หากยืนกรานจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป สิ่งที่ตนคิดไม่ใช่เป็นการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เพราะตลอดระยะเวลา 5 ปี ก็ชัดเจนว่าแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ที่จะอยู่กันต่อ ก็เพื่อต้องการใช้อำนาจหน้าที่สร้างความได้เปรียบทางการเมืองหรือไม่
“ดังนั้น เราเรียกร้องสปิริต และเราจะไม่เรียกหาจากนักกีฬาเหมือนรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศได้เคยพูดไว้ เราจะเรียกหาจากคนที่อ้างว่ารักประเทศชาติ รักประชาชน และจะนำพาบ้านเมืองไปสู่การกินดีอยู่ดี ถ้าคนเราไม่มีสปิริต ไม่มีสำนึกทางการเมือง จะให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ยังไงว่าท่านจะเข้ามาทำงานการเมือง แก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายณัฐวุฒิ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า หลังมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องทำหน้าที่ให้เข้มข้นกว่านี้หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วยังให้คะแนนชุดนี้อยู่ เพราะได้แสดงออกถึงความพยายามที่จะยืนยันการเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ และทันทีที่มีประกาศพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง ก็ไม่รอช้าประกาศวันเลือกตั้งในวันเดียวกันโดยทันที ฉะนั้น ในส่วนนี้ยังให้คะแนน หลังจากนี้ต้องรอความชัดเจนว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา จัดการเลือกตั้งได้บริสุทธิ์ยุติธรรมแค่ไหน
“เราไม่คาดหวังจากกติกา เพราะกติกาการเลือกตั้งครั้งนี้ พูดได้ชัดเจนว่าอัปลักษณ์ แต่เราคาดหวังจาก กกต.ว่าภายใต้กติกาอันอัปลักษณ์เช่นนี้ หากทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ก็พอจะเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนได้” นายณัฐวุฒิ กล่าว


