วิพากษ์ ‘ระเบียบ กกต.’ หาเสียงผ่านโซเชียลฯ

27.01.19 | 11:55 น.

หมายเหตุความเห็นพรรคการเมืองและนักวิชาการ ต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกระเบียบ กกต. ว่าด้วยการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. หมวดที่ 2 การหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งทางเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย ยูทูบ แอพพลิเคชั่น อีเมล์ เอสเอ็มเอส และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท ที่จะต้องแจ้งไปยัง กกต. ทั้งวิธีการใช้ รายละเอียด ช่องทาง และระยะเวลาที่ใช้ ก่อนดำเนินการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หาเสียง


 

จาตุรนต์ ฉายแสง
ประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ

พรรคเตรียมรณรงค์หาเสียงด้วยการปราศรัยทุกรูปแบบ พยายามพบประชาชนให้มากที่สุดและจะมีการประชุมสมาชิกพรรคและแกนนำพรรคเพื่ออบรมเสนอนโยบายที่จะนำเสนอต่อประชาชน นอกจากนี้ พรรคได้เตรียมการเป็นอย่างมากในเรื่องการรณรงค์หาเสียงผ่านโซเชียลมีเดีย การหาเสียงผ่านสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ แต่ปรากฏว่าขณะนี้ระเบียบของ กกต. จำกัดเรื่องเหล่านี้อย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องโซเชียลมีเดียก็ยังไม่มีความชัดเจน

ซึ่งผมยืนยันว่าจะไม่ปิดเฟซบุ๊กของตัวเอง ซึ่งแม้ว่า กกต.จะบอกว่าไม่จำเป็นต้องปิด แต่ก็ยังมีระเบียบว่าด้วยการหาเสียงคืออะไร ใครหาเสียงได้แค่ไหน และประชาชนจะเชียร์พรรคการเมืองหรือนักการเมือง ถือเป็นการหาเสียงและระบุค่าใช้จ่ายหรือไม่

Advertisement

 

พงศ์เทพ เทพกาญจนา
แกนนำพรรคเพื่อไทย

ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าด้วยการใช้สื่อในการรณรงค์หาเสียง ทำให้ผู้ที่คิดจะลงเลือกตั้งเกิดความกังวล จนต้องประกาศปิดเฟซบุ๊ก และสื่อโซเชียลมีเดียอื่นๆ กันเป็นแถว จนทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายอยู่พอสมควร ทั้งที่ความจริงแล้ว กกต.ควรสนับสนุนให้ทุกพรรคการเมืองใช้โซเชียลมีเดียในการรณรงค์หาเสียง เพราะสามารถทำให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างเต็มที่ ประหยัดค่าใช้จ่ายผู้สมัคร และยังสามารถตรวจสอบได้ว่ามีการใช้สื่ออย่างไรบ้าง

ดังนั้น จึงอยากให้ กกต.ช่วยอำนวยความสะดวก อย่าสร้างกฎเกณฑ์ที่ทำให้ผู้สมัครเกิดปัญหา

 

พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
โฆษกพรรคภูมิใจไทย และอดีต กสทช.

ระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงทางโซเชียลมีเดีย กำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส.ที่มีเฟซบุ๊กและไลน์ ต้องแจ้งล่วงหน้าต่อผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้ง โดยไม่จำเป็นต้องลบแอคเคาต์นั้น ต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่ยากต่อการควบคุม กฎเกณฑ์หลายอย่างเป็นเงื่อนไขที่ยากทั้งต่อผู้ปฏิบัติและผู้ตรวจสอบ และยังเป็นช่องที่ทำให้เกิดการกลั่นแกล้งทางการเมืองได้ง่าย ซึ่งสำหรับผู้สมัคร ส.ส. แม้ว่าเขาจะแจ้งต่อ ผอ.เขตเลือกตั้งแล้ว ก็ยังมีความกังวลว่าอาจมีความผิดพลาดในการปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเรื่องดังกล่าวกลายเป็นกฎแล้ว ก็ต้องระมัดระวัง ซึ่งโดยส่วนตัว มองว่าบางครั้งที่ไม่จำเป็นต้องใช้สื่อโซเชียล ผู้สมัคร ส.ส.ก็ไม่ควรใช้ แต่ควรใช้ให้พอดี คือใช้สื่อสารเรื่องนโยบายเป็นหลัก หลีกเลี่ยงการใส่ร้าย หรือการพูดลอยๆ ทั้งนี้ ในพรรคภูมิใจไทยก็ย้ำกับผู้สมัครแบบนี้ ซึ่งพรรคมีนโยบายที่ชัดเจนตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าจะไม่มีการโต้ตอบทางการเมือง จึงเชื่อว่าเราไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงต่อเรื่องนี้

ส่วนกรณีที่ กกต.ชี้แจงว่าการให้ผู้สมัครแจ้งแอคเคาต์ต่อ ผอ.เขตเลือกตั้งก่อน เพราะต้องการปกป้องผู้สมัครที่จะใช้ช่องทางในการสื่อสารกับประชาชน ให้ไม่ถูกผู้อื่นปลอมแอคเคาต์เพื่อใส่ร้ายป้ายสี เห็นด้วย คิดว่าเป็นเรื่องที่ดี และต้องบอกว่ารู้สึกเห็นใจ กกต. เพราะนี่ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่มีโซเชียลมีเดียมากที่สุด ไม่เคยมีแบบนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ จึงเป็นเรื่องที่ใหม่มากต่อทุกฝ่าย ฉะนั้น กกต.จึงจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มที่สุด ต้องไปให้สุด จะมากำหนดอะไรแบบกลางๆ คงไม่ได้ และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นกรณีศึกษาและเป็นมาตรฐานสำหรับ กกต.และพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งในอนาคตอาจมีการปรับระเบียบให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าเทคโนโลยีในวันข้างหน้าจะยิ่งก้าวหน้ามากกว่านี้ ทั้งเรื่องโซเชียลมีเดียและการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยให้การควบคุมเรื่องเหล่านี้ทำได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้บล็อกเชนในโซเชียลมีเดีย ที่จะทำให้ตรวจสอบได้โดยง่ายว่าใครคือคนโพสต์ ในอนาคต คนที่ทำผิดจะถูกฟ้องมาในเฟซบุ๊ก โดยที่ กกต.  ไม่ต้องไปตรวจสอบ สิ่งเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในวันข้างหน้า และอาจทำให้ กกต.ทำงานง่ายขึ้น  ไม่ยากเหมือนในปัจจุบัน

 

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

พรรคอนาคตใหม่ได้ลงทะเบียนเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียต่อ กกต. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยพรรคจะดำเนินการใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการขยายอุดมการณ์ของพรรคได้มากที่สุดเหมือนอย่างที่อนาคตใหม่ได้เคยทำมาตลอด วันนี้แม้จะมองว่า กรณีดังกล่าวจะไม่เป็นธรรรม ไม่เป็นประโยชน์ต่อระบอบประชาธิปไตย เมื่อกฎกติกาเขียนไว้แบบนี้ เราก็ไม่กลัว และพร้อมเล่นในกติกานี้ ที่ผ่านมา กฎระเบียบต่างๆ ของ กกต.เป็นปัญหามาโดยตลอดอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่กฎกติกาต่างๆ ที่ออกมาต้องยึดหลักเสรีภาพเป็นหลักการใหญ่ การจำกัดเสรีภาพทำได้เมื่อมีความจำเป็น หรือมีเหตุผลรองรับอันเหมาะอันควรเท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พรรคการเมืองถูกจำกัดเสรีภาพเยอะแยะวุ่นวายไปหมด โดยที่ไม่มีเหตุผลที่พอควรรองรับ ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ทำงานลำบาก

ในความเป็นจริง พรรคการเมืองทุกพรรคควรได้รับโอกาสให้แถลงนโยบาย เปิดตัวผู้สมัคร หรือทำการรณรงค์หาเสียง ขยายอุดมการณ์ได้อย่างเสรีในทุกช่องทาง เพราะยิ่งประชาชนรู้จักนักการเมืองมากเท่าไหร่ ประชาชนก็จะเข้าใจนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองมากเท่านั้น ประชาชนจะตัดสินในการไปโหวตได้ดี     มีประสิทธิภาพมากขึ้น การรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองยิ่งมีเสรีภาพมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นคุณต่อระบอบมากขึ้นเท่านั้น เพราะจะยิ่งทำให้กระบวนการประชาธิปไตยเข้มแข็ง ถ้านักการเมืองไม่ได้รับสิทธิในการรณรงค์หาเสียงได้อย่างพอเหมาะพอควร ประชาธิปไตยจะอ่อนแอ การเลือกตั้งจะตกอยู่กับกลุ่มอิทธิพลการเมือง เครือข่ายรัฐราชการ และเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น

ดังนั้น ต้องเปิดโอกาสให้นักการเมืองทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะคนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือ ประชาชน

 

รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์
ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล
มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการหาเสียง ปี 2561 มีรายละเอียดถึงการหาเสียงที่เยอะมาก ทั้งหาเสียงอย่างไร ต้องแจ้งรายละเอียดอย่างไรบ้างเกี่ยวกับการหาเสียงทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่เคยมีกฎหมายแบบนี้มาก่อนในประเทศไทยที่ กกต.ให้ความสำคัญกับการหาเสียงทางสื่อออนไลน์มากถึงขนาดจัดเป็นหมวดเฉพาะ โดยการคุมวิธีการและช่องทางในการหาเสียง ซึ่งระบุไว้ประมาณ 7 ช่องทาง เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย แอพพลิเคชั่น อีเมล์ ยูทูบ ซึ่งการระบุชื่อ “ยูทูบ” ในทางวิชาการมองว่าเป็นความไม่เข้าใจบางอย่าง เพราะยูทูบเป็นยี่ห้อซึ่งสามารถจัดในประเภทโซเชียลมีเดียได้อยู่แล้ว จึงเกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงแยกประเภท และที่แปลกอีกอย่างคือการที่ต้องระบุบัญชีตัวตน โดยแจ้งว่าไม่จำเป็นต้องลบบัญชีก็ได้ แต่ต้องแจ้งบัญชี จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าทำไมถึงต้องออกมาบอกว่าไม่ต้องลบ ในเมื่อไม่มีกฎหมายที่เขียนว่าเมื่อเป็นผู้สมัครจะต้องลบบัญชีเดิมที่มีจึงไม่จำเป็นต้องประกาศว่า ผู้สมัคร ส.ส.สามารถใช้สื่อในการติดต่อทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวกับการหาเสียงได้โดยไม่จำเป็นต้องลบและไม่จำเป็นต้องแจ้งด้วย

แต่หากผู้สมัครต้องการหาเสียงผ่านทั้ง 7 ช่องทางก็สามารถทำได้ แต่มีเงื่อนไขคือ ต้องแจ้ง “วิธีการ รายละเอียด ช่องทาง และระยะเวลา” การแจ้งวิธีการ เช่น โปรโมตเป็นสปอตโฆษณา รายละเอียดคือจะมีเนื้อหาอะไรบ้าง ช่องทางคือระบุโซเชียลมีเดียที่ใช้ และระยะเวลาต้องแจ้งว่ากี่วัน ตลอดเวลาหรือไม่ หลักการนี้ไม่แปลกมากนักเพราะเทียบเคียงจากการหาเสียงแบบดั้งเดิมที่ต้องแจ้งรายละเอียดการติดป้ายหรือแจกใบปลิวอยู่แล้ว

ดังนั้น ถ้าผู้สมัครจะใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียง ใช้ช่องทางอื่น หรือใช้คนอื่นโฆษณา ก็ต้องแจ้งให้ทราบเพราะเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายการหาเสียงด้วย แต่ปัญหาคือการตีความที่กว้างในแง่ที่ว่าต้องแจ้งทุกบัญชีที่มีหรือไม่ เพราะผู้สมัครบางคนอาจมีหลายบัญชี เช่น เอาไว้สำหรับตั้งมูลนิธิ หรือเอาไว้หลบคนที่บ้าน ซึ่งตามระเบียบก็ไม่ได้ห้ามว่าจะมีหลายบัญชีไม่ได้ แต่ด้วยความที่เป็นผู้สมัครก็เป็นความเสี่ยงที่ กกต.อาจตีความได้ว่าอาจใช้เพื่อหาเสียงทางอ้อมจึงทำให้ต้องรายงานทุกบัญชี ซึ่งหากตีความอย่างเคร่งคัดแล้วควรรายงานเฉพาะบัญชีที่ตั้งใจเอาไว้หาเสียงเท่านั้น เนื่องจากผู้สมัครจะอยู่ยากเพราะการใช้สื่อแม้จะไม่ใช่เรื่องการเลือกตั้งก็อาจถูกมองว่าเป็นการหาเสียงได้อยู่ดี ความซับซ้อนนี้จึงทำให้ผู้สมัครมีความสุ่มเสี่ยง และในทางปฏิบัติก็อาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้สมัครที่ควรจะมีสิทธิใช้สื่อในแง่อื่นที่นอกเหนือจากการหาเสียงได้

ระเบียบการหาเสียงนี้ค่อนข้างที่จะสอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งน่ากลัวเพราะไทยแลนด์ 4.0 คือการที่ทุกคนต้องไปอยู่ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อจะได้ตามเก็บภาษี ตามพฤติกรรม และระบุตัวได้ว่าใครทำอะไร จึงมองว่าระเบียบการหาเสียงทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์สอดคล้องกับ 4.0 เพราะพยายามที่จะให้ผู้สมัครลงทะเบียนว่ามีกี่บัญชีเพื่อที่จะได้ติดตามได้ ในแง่หนึ่งก็มีน้ำหนักที่การหาเสียงต้องควบคุมได้ ยอมรับได้ตามหลักสากลว่าต้องอยู่ภายใต้ระเบียบ ตรวจสอบได้ แต่ของไทยจะตรวจสอบมากกว่าเพราะคุมพฤติกรรมทุกอย่างในออนไลน์ การเอาทุกอย่างมาลงทะเบียนก็อาจจะเกินขอบเขตความเป็นส่วนตัวได้เช่นกัน