หน้าแรก การเมือง ถอดรหัสศึกเลื...

ถอดรหัสศึกเลือกตั้ง24มี.ค.อจ.ชี้ส่อเดือด-ซื้อเสียงดุ

28.01.19 | 13:00 น.

สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง

การเลือกตั้งครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนมากกว่าครั้งก่อนๆ เนื่องจากหยุดการเลือกตั้งมานาน รวมทั้งบรรยากาศคงดี เปิดโอกาสให้ทุกพรรคไปหาเสียงได้ทุกที่ รวมทั้งสื่อให้ความสนใจ ทั้งสื่อภาพ เสียง โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ก็เปิดหน้า เปิดเวลาให้ ดังนั้น น่าจะได้รับความสนใจจากผู้คนมากกว่าทุกครั้ง

ส่วนการหาเสียงนั้น ไม่มองการประชันกันระหว่างพรรคเป็นเรื่องตื่นเต้น เรื่องความดุเดือด ในแง่ของการหาเสียงวันเดียวกัน พร้อมกัน ประจันหน้ากัน เพราะหากไม่มีความรุนแรง ขว้างปาไข่เหมือนที่เคยเกิด หรือปิดล้อมสถานที่ไม่ให้ส่งเสียงรบกวนต่างๆ ผมว่าเป็นเรื่องปกติ

อย่ามองบรรยากาศอึกทึกครึกโครมเป็นเรื่องรุนแรง เรื่องความขัดแย้ง มิเช่นนั้นบ้านเมืองที่อยู่ในความสงบ กระทั่งไม่น่าออกไปเลือกตั้ง ตรงนี้เป็นคนละอย่างกัน การหาเสียงประชันกันเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น พื้นที่ที่แข่งขันกันรุนแรง จะว่าไปก็เป็นทั้ง 2 ทาง เนื่องจากเรามีบัตรเลือกตั้งใบเดียว ทั้งการหาเสียงในภาพกว้างในรูปของพรรค ทั้งการเจาะทะลุลงลึกในฐานะตัวบุคคลในเขต ต้องทำทั้ง 2 ทางอย่างเต็มที่ เพราะบัตรเลือกตั้งใบเดียว

Advertisement

ส่วนจะให้คะแนนจากอะไรนั้นก็แล้วแต่คน แล้วแต่ความสามารถของพรรคการเมืองจูงให้คนไปคิดในประเด็นที่เขาต้องการหรือไม่

ประเด็นที่ดูแล้วจะถูกหยิบยกมา อาทิ ประเด็นความสงบกับความวุ่นวาย การสืบทอดกับไม่สืบทอด เผด็จการกับประชาธิปไตย รวมทั้งกินดีอยู่ดี หรือกินไม่ดี อย่างคำขวัญติดปากคน “อยู่กับเรากระเป๋าตุง อยู่กับลุงกระเป๋าแฟบ”

ดังนั้น พรรคการเมืองต้องพยายามจูงคนให้ไปสู่จุดคิดที่ต้องการ อย่างพรรคที่อาจไม่เคยได้ ก็จุดให้เห็นเรื่องเผด็จการกับประชาธิปไตยว่าเลือกอะไรแล้วดีกว่า หรือพรรคสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้อาจพยายามบอกว่าความสงบดีกว่าความวุ่นวายนะ

ผู้คนไม่ได้เลือกตั้งมากว่า 7 ปี เรื่องฐานเสียงมีการเปลี่ยนแปลงพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อดูจากการสำรวจ เสียงส่วนใหญ่ยังไม่บอกเลยว่าจะเลือกใคร จะเลือกแนวไหน เป็นความพยายาม บางพรรคไม่เคยพูดประเด็นการเมืองเลย พอเห็นว่าไปหาเสียงที่ไหน เจอคนพูดเรื่องการเมืองบ่อยๆ ก็ชักจะพูดประเด็นการเมืองบ้างแล้ว

ทวิสันต์ โลณานุรักษ์
นักวิชาการอิสระ

การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 นี้ จะมีความเข้มข้นมากกว่าทุกครั้ง ด้วยเหตุผล 3 ประการ 1.ระบบนี้เป็นการเก็บทุกๆ คะแนน แม้จะสอบตกคะแนนก็จะถูกใช้ได้ เลือกใบเดียวได้ 3 อย่าง คือ 1.ได้ ส.ส.เขต ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้นายกรัฐมนตรี เมื่อทุกคะแนนมีความหมายค่าสมัครกับคะแนนคุ้มกัน เพราะทุกคนไปช่วยกันเก็บคะแนน สมัยก่อนพรรคการเมืองจะประเมินว่าถ้าพื้นที่ใดไม่มีโอกาสก็จะไม่ส่งลงสมัคร แต่วันนี้จะส่งให้ครบหรือเกือบครบทั้ง 350 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ

2.ขณะนี้ กกต.แจ้งว่ามีพรรคการเมืองทั้งสิ้น 104 พรรค หากส่งกันครบ 350 เขต ก็จะมีผู้สมัคร 36,400 คน กกต.ให้ใช้เงินคนละ 1.5 ล้าน ถ้าใช้กันจริงรวมยอดเงิน จะตก 54,600 ล้านบาท

3.หลังวันลงคะแนน คาดว่าจะมีการร้องเรียนกันมาก สำนักข่าววอชิงตันโพสต์ และนักวิชาการ วิเคราะห์ไว้ใกล้เคียงกันคือการร้องค้าน จนเวลาการประกาศล่าช้า เลยกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญก็ได้ เรื่องนี้น่าเป็นกังวลมาก

การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการใช้เงินเพื่อการหาเสียงในหลายรูปแบบ เช่น การเชิญคนมาชุมนุมเพื่อฟังการปราศรัยแถลงนโยบายของพรรคการเมือง จะมีทั้งมาด้วยความศรัทธาและมาด้วยค่าใช้จ่าย ปัจจุบันก็มีการทำกันเกือบทุกพรรค ไม่ว่าพรรคใหญ่ พรรคเล็ก แต่อาจจะทำยังไม่ครบทุกพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการรณรงค์หาเสียงของพรรคและนักการเมืองเช่น การโฆษณาก็จะต้องมีค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายเหล่านี้นักการเมืองก็ไม่ได้นำไปไว้ในบัญชี 1.5 ล้าน ตามที่ กกต.กำหนด ถ้าคิดรวมแล้วจะมีเงินสะพัดในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 100,000 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ในบางพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันสูงต่างพรรคก็ประกาศว่าผู้สมัครตนเองแพ้ไม่ได้ จึงมีแนวโน้มจะมีการซื้อเสียงแบบปูพรม เช่น เขตเลือกตั้งนั้นมีไม่ต่ำกว่า 80,000-100,000 เสียง เพื่อจะให้ได้คะแนนประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ การซื้อเสียงคงจะไม่ใช่หัวละ 500 บาท เหมือนในอดีตเสียแล้ว จะต้องมากกว่านั้น

ด้วยเหตุที่ว่าปัจจุบันประชาชนระดับล่างได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลในรูปแบบต่างๆ จำนวนมาก ในแต่ละเดือน ฉะนั้น เงิน 500 บาทในยุคนี้จึงอาจจะไม่เชิญชวนให้ประชาชนตัดสินใจเลือก จึงส่งผลให้ผู้สมัครต้องแข่งขันกันสูงในรูปแบบต่างๆ เช่น ต้องซื้อเสียงแบบปูพรมอย่างน้อย 2 รอบ การเก็บบัตรประชาชนคล้ายเป็นการหมั้นหมายกันไว้ก่อน เพราะถ้าไม่มีบัตรประชาชนไปแสดงก็จะตกลงในรายละเอียดอื่นๆ ไม่ได้

ปัญหาการจับการทุจริตการซื้อสิทธิขายเสียงของ กกต.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็คงจะไม่ได้ผลเหมือนที่ผ่านมาเพราะกฎหมายให้เอาผิดทั้งผู้แจกและผู้รับ การจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนจึงเป็นเรื่องที่ยาก

ฐิติพล ภักดีวานิช
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ในพื้นที่ภาคอีสานจะมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูงระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐผลงานของ คสช.ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจในการจะทำให้นโยบายของพลังประชารัฐเป็นนโยบายดึงดูดคนได้เท่ากับนโยบายของพรรคเพื่อไทย เพราะว่าพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาหลายๆ นโยบายเองที่ทำ ก็เป็นประโยชน์กับคนจริงๆ อย่างเรื่องบัตรประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค ถูกมองว่าเป็นประชานิยม ผมว่าบัตรประกันสุขภาพไม่ใช่ประชานิยม เป็นเรื่องหลักประกันสุขภาพที่รัฐต้องมีหน้าที่ที่ทำให้กับประชาชน

ขณะเดียวกันพรรคพลังประชารัฐ ชูประเด็นเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ไม่ได้ช่วยมาก ล่าสุดพรรคพลังประชารัฐมีนโยบายข้าว 18,000 บาท คือหลายๆ นโยบาย ชาวบ้านไม่มีความเชื่อมั่นในการทำงานของ คสช. ที่ผ่านมาของการเป็นรัฐบาลทหารและตอนนี้การหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐเองก็พยายามจะยึดโยงกับนโยบายต่างๆ ที่ออกมา นโยบายที่เขาใช้หลักๆ ในช่วงหลังเป็นพวกการแจกเงิน อันนั้นคือมองว่าเป็นสิ่งที่ช่วยให้เป็นประโยชน์กับทางพลังประชารัฐ แต่ชาวบ้านไม่ได้มองแค่เงินเพียงไม่กี่ร้อยที่ได้รับในช่วงนั้น แต่หลายๆ คนมองในความยั่งยืนในนโยบายช่วยให้เขาในเรื่องอาชีพ มองเรื่องยาเสพติดเอง การแก้ปัญหาในพื้นที่

ผลงานเหล่านี้เองรัฐบาลก็ไม่ได้มีความชัดเจนต่อคน เพราะฉะนั้นคือคนไม่ได้หมายความว่าการที่ไปยึดโยงนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันนี้อาจจะช่วยให้อยู่ในจุดได้เปรียบ แต่จุดทำให้มองว่าพลังประชารัฐอาจจะได้เปรียบ ก็คือบรรยากาศการเลือกตั้งไม่เสรีและไม่เป็นธรรม การที่รัฐบาลหรือคนของเจ้าหน้าที่รัฐคอยตรวจสอบติดตามการหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ยุติธรรมหรือไม่เป็นธรรมตามมาตรฐานสากล

ตอนนี้มองที่แบรนด์ชื่อเสียงของพรรคเพื่อไทย ยังเป็นสิ่งที่ขายได้อยู่ คือจากผลงานที่ผ่านมายังทำให้คนไว้ใจพรรคเพื่อไทยอยู่ในจำนวนหนึ่ง เท่าที่ฟังมาคือความสำนึกในประชาธิปไตย ถ้าเราดูหลายครั้ง คนของรัฐบาลเองหรือคนสนับสนุนทหารพยายามบอกว่าคนชนบทในภาคอีสานที่รักพรรคเพื่อไทยเป็นพวกเห็นแก่เงิน ไม่ได้เข้าใจประชาธิปไตยจริงๆ

แต่ผมมองพฤติกรรมเลือกตั้งเหล่านี้หรือวิธีคิดของคนสะท้อนให้เห็น เขาเข้าใจประชาธิปไตย คือเขาเลือกพรรคออกนโยบายที่เป็นประโยชน์กับเขา นั่นคือหลักการเบื้องต้นของประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นคนจะตัดสินใจเลือกพรรคเพื่อไทยไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เข้าใจประชาธิปไตย

รงค์ บุญสวยขวัญ
นักวิชาการภาควิชารัฐศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์

สถานการณ์การเมืองดุเดือด มองว่า 1.การเมืองเที่ยวนี้มีความดุเดือดมาก มีลักษณะความดุเดือด 2 ประการ คือ 1.ดุเดือดอันเนื่องมาจากประชาชนห่างการเลือกตั้งมานาน ประชาชนต้องการการเลือกตั้ง เพราะมีการรัฐประหารมาตั้งแต่ 2549 จึงทำให้ประชาชนมีสมาธิสูง ให้ความหวังสูง มีความคิดว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้จะต้องพินิจพิจารณากันอย่างเคร่งครัด 2.การเลือกตั้งรอบนี้ จะดุเดือดมาก เพราะการเมืองต่างๆ หรือนักการเมืองต่างๆ เสนอตัวเข้ารับการเลือกตั้ง มีความต้องการเข้ามาแข่งขันหาคะแนนเสียง เนื่องจากเกิดกติกาใหม่ มองเห็นโอกาสนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใหม่ๆ มีโอกาสแทรกสอดตัวเข้ามา การเลือกตั้งเที่ยวนี้กติกาใหม่ เป็นการเลือกตั้งแบบเบ็ดเสร็จ คะแนนไม่ตกน้ำ หรืออาจจะเป็นโอกาสของนายทุน นักธุรกิจการเมืองที่มีฐานะดี อยากจะเล่นการเมือง ลงทุนตั้งพรรค โดยไม่ต้องมีอุดมการณ์ เพียงแต่มีเงิน 40 หรือ 50 ล้านขึ้นไป ลงทุนก็สามารถตั้งพรรคการเมืองได้ ทำให้คนธรรมดาสามารถแทรกเข้าไปได้

2.การเลือกตั้งเที่ยวนี้มีการแบ่งสายทางการเมืองอย่างเด่นชัด ทั้งสายอนุรักษ์หรือสายต้องการเปลี่ยนประเทศ หรือสายอื่นๆ นักการเมืองสังกัดในแต่ละสายจะแบ่งตัวเองไว้อย่างชัดเจน 3.ตัวนักการเมืองและพรรคการเมืองเสนอนโยบายค่อนข้างชัดเจน เพราะนโยบายจะไปผูกพันกับ รธน. แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะไม่มีการพูดเพ้อเจ้อจะออกเป็นนโยบายชาติและทำไม่ได้ จะไม่มีอีกแล้ว

4.ตัวนักการเมืองและพรรคการเมืองมีแบบการเสนอตัวนายกรัฐมนตรี แต่ละพรรคจะบอกชัดว่าพรรคตนเองจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี จะไม่มีอีแอบ บอกชัด ใครเสนอตัวเป็นนายกฯก็ต้องประกาศออกมาอย่างชัดเจน พร้อมจะถูกถล่ม พร้อมจะถล่ม จึงทำให้มีกลยุทธ์ทางการเมืองสูง
5.มีโอกาสจะจ้องจับผิดโดยกลุ่มคนทางการเมืองที่ลงแข่งขันเลือกตั้งด้วยกันเอง เพราะคะแนนไม่ตกน้ำก็จะมีทีมงานสอดส่อง ฝ่ายจับผิด ฝ่ายโกหกเพื่อน ฝ่ายทำให้เพื่อนผิด ด้วยกลยุทธ์แบบนี้จึงไม่มีใครกล้าพอจะไปรับปากใคร ทำอะไรให้ใคร หรือใครจะช่วยใคร เพราะไม่สามารถบอกได้ว่าใครอยู่กับใครอย่างชัดเจน มีหมดทุกอย่าง สื่อเปิด สื่อปิด เทคโนโลยีล้วงเอาความลับเพื่อน เพื่อนำไปสู่การฟ้องร้องหลังการเลือกตั้ง

พูดง่ายๆ สมัครแล้ว ผู้สมัครไปเดินตะแลดแต๊ดแต๋ไปหาเสียงจังหวัดโน้นจังหวัดนี้ ให้เสาไฟสมัครแล้วได้ รอบนี้เสาไฟหัก ไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน เพราะเผลอเมื่อไหร่ คะแนนถูกดูดทันที เที่ยวนี้คะแนนเคยมีอยู่ในมือ 60,000-70,000 คะแนน ลดลงครึ่งต่อครึ่ง ไม่ว่าพรรคเล็กพรรคใหญ่เปลี่ยนแปลงน่าดู จึงบอกว่าเป็นความดุเดือด ส่วนใครเอาบัตร ปชช.ไปเก็บไว้ ก่อนเลือกตั้ง ถึงจะให้บัตร ปชช.ไปเลือกตั้ง สมาชิกที่บอกว่าวางใจ เที่ยวนี้เข้าคูหา กาคนที่ชอบ คนที่รัก พรรคที่ชื่นชอบ เวลานี้ยังไม่มีใครรู้ว่าใครอยู่เบอร์ใดกติกาจะเป็นที่มาของความดุเดือดในรอบนี้

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ
ประธานสถาบันการจัดการทางสังคม

เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ภาพรวมไม่เพียงภาคเหนือ แต่จะเป็นทั่วประเทศคือ จะอยู่ในวังวนเดิมๆ และน่าจะมีการซื้อเสียงกันชนิดที่เรียกว่า หนักๆ และเป็นนักการเมืองหน้าเดิมแข่งขันกัน เป็นการแข่งขันหลักของนักการเมืองหน้าเดิม และเป็นการแข่งขันระหว่าง 2 ขั้วการเมือง คือ ขั้วทหารกับขั้วประชาธิปไตย ในขณะที่ก็มีตัวเลือกใหม่เข้ามาแข่งขัน แต่ยังไม่แรงพอที่จะสู้ได้ ยกเว้นว่าคนรุ่นใหม่ออกมาลงคะแนนกันอย่างล้นหลาม ขั้วนี้ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจแต่ยังแรงไม่เท่า 2 ขั้วหลัก

สิ่งที่ประชาชนต้องทำคือ การติดตามการซื้อเสียง การแข่งขัน ที่มีรูปแบบไม่โปร่งใส หาหลักฐานด้วยวิธีการต่างๆ จากสิ่งที่มีในมือเอามาเผยแพร่บนพื้นที่โซเชียล ถือเป็นการช่วยกันดูแลการเลือกตั้งให้เกิดความโปร่งใสให้ได้มากที่สุด เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่าล็อกของรัฐธรรมนูญ ยังเป็นการเลือกตั้งที่อยู่ในคอกหรือกรอบ ไม่ได้เสรีโดยแท้จริง

การเลือกตั้งครั้งนี้จะสะท้อนบางอย่าง เพราะเข้าใจว่าพรรคการเมืองบางพรรคได้เปรียบ ก็จะต้องใช้กลไกรัฐทุกรูปแบบทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ แต่ต้องไม่ลืมว่าประชาชนเองก็มีตัวเลือกในใจ ครั้งนี้จึงเรียกว่าเป็นการปะทะกัน หรือเวทีประลองพลังระหว่างกลไกรัฐที่ได้เปรียบกับประชาชน