การตัดสินใจลาออกของ 4 รัฐมนตรี เพื่อไปทำงานการเมืองในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐอย่างเต็มตัวกำลังเป็นประเด็นร้อนในทางการเมือง
เป็นการลาออกเพราะว่า ต้องการสำแดงความพร้อมที่จะเป็นนักการเมืองเต็มตัว
หรือเพราะว่าทน “กระแส” กดดันในทางสังคมไม่ได้
หากว่าเป็นความพร้อมก็ต้องดูว่าการสวมหมวก 2 ใบ ระหว่างตำแหน่งในรัฐบาลกับตำแหน่งในพรรคพลังประชารัฐ เป็นจุดอ่อนหรือว่าเป็นจุดแข็ง
กลายเป็นเรื่องเสียเปรียบ หรือว่าเป็นเรื่องได้เปรียบในทางการเมือง
และผลสะเทือนจาก 4 รัฐมนตรี จะดำเนินไปอย่างไร
ถามว่าบทบาทของ 4 รัฐมนตรี ในพรรคพลังประชารัฐดำเนินไปเช่นใด
ต้องถามว่า ความโดดเด่นในขณะนี้อยู่ที่ใคร
อยู่ที่ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสุวิทย์ เมษิณทรีย์ รองหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค
หรือ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจ รณรงค์หาเสียง
หรือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานหาเสียงภาคอีสาน
เมื่อผ่านการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนเพื่อระดมทุน 600 กว่าล้านบาทมาแล้วก็ดูเหมือนว่าบทบาทและความหมายของ 4 รัฐมนตรีจะค่อยๆหมดลงเป็นลำดับ
เพราะเมื่ออยู่ในบรรยากาศแห่งการหาเสียง สร้างคะแนนนิยมก็ย่อมเป็นโอกาสของผู้ชำนาญการอย่าง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มากกว่า
บางทีการลาออกของ 4 รัฐมนตรีอาจเป็นเรื่องช้าเกินไป
หากฟัง “ปฏิกิริยา” จากพรรคการเมือง ไม่ว่าพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ วางน้ำหนักไปที่กระแสในทางสังคมเป็นเหตุสำคัญให้ลาออก
ขณะเดียวกัน ผลสะเทือนการลาออกของ 4 รัฐมนตรี ย่อมตกกระทบต่อ คสช.และต่อรัฐบาลอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้
จากนี้เป้าจะไปอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นตำบลกระสุนตก

