“สุรชาติ” ฟันธง พรรคทหารแพ้ ชวนคนไทยช่วยกันปลดแอก 5 ข้อ กลับสู่วิถีเสรีนิยมประชาธิปไตย
วันนี้ (30 มกราคม) ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาวเวอร์ รางน้ำ มติชน เปิดเวทีสัมมนา “เลือกตั้ง’ 62 จุดเปลี่ยนประเทศไทย” โดยนายสุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวตอนหนึ่งว่า การเมืองไทยยังเป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างอุดมการณ์ 2 ชุด คือ อนุรักษ์นิยม กับ เสรีนิยม การรัฐประหาร 2 ครั้งหลังสุดสะท้อนว่า ฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยยังเดินไปไม่ไกลกว่าการรัฐประหาร ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า พรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์แพ้เลือกตั้งทั้งหมด จึงมีความพยายามทำให้การเมืองกลับมาสู่สูตรเดิม ล้มระบอบที่ไม่ต้องการด้วยเงื่อนไขของการใช้กำลังทหารแล้วสร้างสถาปัตยกรรมทางการเมืองชุดใหม่ขึ้น โดยมีโจทย์ที่จะทำอย่างไรก็ได้ โดยที่การเมืองยังอยู่ในอำนาจของกลุ่มคนฝ่ายขวา แบบไม่ต้องแคร์อะไรทั้งสิ้น
นายสุรชาติ กล่าวว่า วันนี้การต่อสู้กำลังเข้มข้น อนาคตอยู่ในเงื่อนไขของตัวแบบ 3 อย่าง 1.ฝ่ายคสช.รวบเสียงได้ 250 จะเกิดอาการเดียวกับพรรคสหประชาไทย ของจอมพลถนอม กิตติขจร โดยจัดตั้งรัฐบาลผสม ผลคือ อายุไม่ยืน 2.ฝ่ายคสช.สามารถตั้งรัฐบาลได้ โดยใช้เสียงส.ว.ก็จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เช่นเดียวกับรัฐบาล ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ ปราโมช แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเก่งในทางการเมืองแบบม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ หรือ 3.เป็นไปได้หรือไม่ที่พรรคปีกไม่เอาคสช.ในไทยจะชนะ แบบเดียวกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พรรคฝ่ายค้านในพม่า หรือในมาเลเซียชนะ
“ในสภาพเช่นนี้ ถ้าการเมืองไทยออกมาในรูปแบบรัฐธรรมนูญนี้วางไว้ การเมืองไทยจะไม่ใช้การสืบทอดอำนาจ แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้ระบอบอำนาจนิยมดำรงอยู่ต่อไปได้ ภายใต้เงื่อนไขที่มีการเลือกตั้ง ถ้าคสช.อยู่ในอำนาจต่อได้ การเมืองจะเป็นเผด็จการครึ่งใบ ที่เป็นปัญหาในเชิงทฤษฎีรัฐศาสตร์อย่างที่เกิดขึ้นในรัฐเซีย ตูรกี และกัมพูชา” นายสุรชาติ กล่าว
นายสุรชาติ กล่าวว่า ตนยังเชื่อด้วยความหวังว่า ประชาธิปไตยยังเป็นอนาคตสำหรับสังคมไทย หากเสรีนิยมยังเป็นอนาคต ตนขอเรียกร้องว่า ต้องช่วยกันปลดแอก 5 ข้อ แอกแรก ถึงเวลาแล้วที่จะต้องคิดถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และผลักดันให้เกิดกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ให้ได้ แอกที่สอง กฏหมายลูกล้วนไม่ตอบสนองในการพาสังคมไทยไปสู่อนาคต ต้องรื้อ แอกที่สาม ยุทธ์ศาสตร์ไม่ได้ออกแบบเพื่อการดำรงอยู่ภายใต้อนาคต ต้องเท แอกที่สี่ การยกสถานะของกอ.รมน. กลายเป็นหนึ่งกระทรวงซ้อนอยู่ ต้องทำให้กลับถอยกลับไปอยู่สถานะเดิม และ แอกที่ห้า เราจะเอาอย่างไรกับอนาคตของกองทัพ เราจะปล่อยให้ผู้นำทหารออกมาพูดจาคุกคามในทางการเมืองต่ออีกหรือไม่
“วันนี้ถึงเวลาที่กองทัพไทยต้องกลับไปสู่ทหารอาชีพ เราไม่ต้องการทหารการเมืองเพื่อการพัฒนาประเทศ เราไม่ต้องการนักการเมืองในเครื่องแบบอีกต่อไป สิ่งที่เห็นชัดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือ ไม่มีพรรคทหารไหนประสบความสำเร็จเลย แม้ว่า ยุคปัจจุบันจะเป็นการหลอมรวมจิตวิณญาณครั้งใหญ่ แต่ผมยืนยันได้ว่า พรรคทหารก็จะประสบความล้มเหลวครั้งใหญ่เช่นกัน เพราะที่ผ่านมา ทหารไทยไม่มีขีดความสามารถในการทำปฏิบัติการข่าวสาร หรือ ไอโอ เพราะทหารไทยทำได้แค่ปฏิบัติการจิตวิทยา หรือ ปวจ. ล้างสมองคนในยุคของสงครามเย็นเท่านั้น แต่วันนี้เป้าหมายเปลี่ยน กองทัพใช้เครื่องมือนี้ในการต่อสู้กับฝ่ายประชาธิปไตย แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือ กองทัพคุมมือเราในคูหาเลือกตั้งไม่ได้” นายสุรชาติ กล่าว



