ปะทุอารมณ์ “มรึงมาไล่ดูสิ ไล่ให้ได้” อันมาจากทำเนียบรัฐบาลบัง เกิดขึ้นในระหว่างแถลงผลงานนับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภา คม 2557 เป็นต้นมา
คล้ายกับต้องการตอบโต้กับ”นักการเมือง”
ไม่ว่าจะมาจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะมาจากพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ว่าจะมาจากพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะมาจากพรรค ประชาธิปัตย์
กระนั้น ก็รู้ๆกันอยู่ว่าเป็นการตอบโต้บนพื้นฐานแห่ง “รัฐธรรมนูญ” เป็นการตอบโต้ด้วยความมั่นใจใน “อำนาจ” ที่อยู่ในมือ
แล้วเหตุใดจึงหงุดหงิด ถึงขั้นขึ้นมรึงขึ้นกรู
แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงในทาง “อำนาจ” อาจไม่มีผลต่อความมั่นคงในทาง “อารมณ์”
ต้องยอมรับว่านับแต่ดำรงตำแหน่งเป็น “ผู้บัญชาการทหารบก” ก็เท่ากับเป็นการดำรงอยู่ในจุดอันมีอำนาจอย่างมีนัยสำคัญ
ไม่ว่าอำนาจ”การทหาร” ไม่ว่าอำนาจ”การเมือง”
คนที่ทำรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ก็มาจากคนที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก
คนที่ทำรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ก็มาจากคนที่ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก
การสไลด์จาก “การทหาร” เข้าสู่ “การเมือง” จึงไม่ยาก
ยิ่งเมื่อได้อำนาจทางการเมืองแล้ว อำนาจนี้ก็ดำรงอยู่อย่างมั่นคงแข็งแกร่ง เพราะมีฐานทางการทหารในกองทัพมาค้ำยันช่วย เหลือในการบริหารจัดการ
รัฐบาลคสช.สามารถสร้างความสงบอย่างราบคาบได้ตั้งแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา ก็ด้วยปัจจัย หนุนเสริมจากกองทัพ
นี่คือความมั่นคงในทางการเมืองที่เกิดขึ้น แล้วเหตุใดจึงยังเกิดความไม่มั่นคงในทาง “อารมณ์” เกิดขึ้น
เพราะมั่นใจเป็นอย่างมาก หรือเพราะไม่มั่นใจจึงไม่มั่นคง
การแสดงออกในทางอารมณ์ก่อนหน้านี้อาจมาจากพื้นฐานและ ความเคยชินที่สั่งสมมาในด้านอาชีพซึ่งเป็นทหาร แต่กล่าวสำหรับ
กรณี “มรึงมาไล่ดูสิ ไล่ให้ได้”
ดำเนินไปอย่างแปลกแปร่ง ไม่แน่ว่าจะมาจากความมั่นใจเต็มพิกัด หรือเพราะความไม่มั่นใจ
กระทั่งก่อให้เกิดภาวะ “ไม่มั่นคง” ในทาง”อารมณ์”

