‘ผู้ช่วยผจก.ธกส.’ตอบซักค้านกรอบวงเงิน 5แสนล้าน คดีจำนำข้าว

13.05.16 | 13:54 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 พฤษภาคม ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่ 8 คดีโครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท


โดยการไต่สวนพยานวันนี้ อัยการนำนายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ผช.ผจก.ธ.ก.ส.) ที่เคยให้การแล้วเมื่อวันที่ 22 เมษายนมาให้ฝ่ายทนายความจำเลยซักค้านประเด็นกรอบวงเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าว

นายสุพัฒน์ ตอบทนายความจำเลยว่า วงเงินที่ ธ.ก.ส.จ่ายในโครงการรับจำนำข้าว 5 ฤดูกาลผลิตนั้น รวม 8.78 แสนล้านบาทเศษ เป็นการจ่ายเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรรายคนโดยตรง ตามยอดที่ระบุในใบประทวนที่ออกโดยกระทรวงการคลัง ไม่ได้จ่ายเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่น การใช้เงินของ ธ.ก.ส.ถูกต้องตามระเบียบและมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)

ขณะที่ทนายความ พยายามซักถามว่า วงเงิน 8.78 แสนล้านบาท เป็นวงเงินที่ ธ.ก.ส.จ่ายให้เกษตรกรรวม 5 ฤดูกาล ถือเป็นคนละวงเงินหมุนเวียนที่ครม.กำหนดกรอบในโครงการ 5 แสนล้านบาท ที่เป็นเงินกู้ 4.1 แสนล้านบาท กับเงินทุน ธ.ก.ส. 9.1 หมื่นล้านบาทใช่หรือไม่ โดยนายสุพัฒน์ กล่าวว่า เป็นตัวเดียวกัน การกำหนดกรอบวงเงินหมุนเวียน5แสนล้านบาทนั้นเพื่อควบคุมวินัยการเงินการคลัง ขณะที่โครงการจำนำที่เปิดให้รับจำนำทุกเมล็ดเมื่อชาวนานำข้าวเข้าสู่ระบบแล้ว ธ.ก.ส.ก็ต้องจ่าย ส่วนเมื่อได้เงินจากการระบายข้าวแล้ว ก็จะนำมาชำระหนี้เงินเพื่อลดเพดานเงินกู้ ทำให้สามารถนำเงินตามกรอบหมุนเวียนมาใช้ได้อีก ส่วนยอดเงินกู้ที่ใช้ในโครงการจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 ประมาณ 5.6 แสนล้านบาทเศษ เป็นยอดหนี้เงินกู้จนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 (วันที่มีการทำรัฐประหาร) กว่า 3 แสนล้านบาท เงินทุน ธ.ก.ส. 90,000 ล้านบาท และเงินกู้ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำมาใช้โครงการจำนำข้าวอีก 90,000 ล้านบาทเศษ

Advertisement

เมื่อทนายความจำเลย พยายามถามถึงการกำหนดกรอบการระบายข้าวของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น นายสุพัฒน์ กล่าวว่า ในการระบายข้าวในรัฐบาลก่อนยังไม่ชัดเจนว่าจะระบายข้าวให้เสร็จเมื่อใด แต่ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ มีการกำหนดระยะเวลาชัดเจน จะเร่งระบายข้าวให้เสร็จภายใน 1 ปี ส่วนจะดำเนินการได้เพียงใดไม่ทราบ

ภายหลังนายสุพัฒน์ ตอบการซักค้านทนายความจำเลยประเด็นอื่นเสร็จสิ้นแล้ว อัยการโจทก์เตรียมนำนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไต่สวนในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

โดยนายจิรชัย ขึ้นไต่สวนสรุปว่า ที่ประชุมคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงจากความรับผิดโครงการจำนำข้าว โดยพยานเป็นประธานได้สรุปความเห็นแล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความผิดละเมิด โดยการแสวงหาข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณานั้น คณะทำงานให้ความเป็นธรรมและให้โอกาส น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงเต็มที่แล้ว ค่าเสียหายทั้งหมดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดชอบชดใช้จำนวน 2.86 แสนล้านบาทเศษ

นายจิรชัย ตอบข้อซักค้านทนายความจำเลยถึงการตรวจสอบโครงการ ยอมรับว่า พยานไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับข้าว แต่สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจได้ หลังจากได้รับการแต่งตั้งก็ถูกจำเลยยื่นร้องคัดค้านเข้ามา ทั้งนี้การตรวจสอบไม่มีการเร่งรัดหรือคาดโทษไว้ก่อน โดยได้รับคำสั่งตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2558 ให้ตรวจสอบและมีการขยายเวลา1ครั้งก่อนจะสรุปผล และพยานเคยเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพข้าวชุดที่52 การตรวจสอบไม่มีข้อโต้แย้งจากบริษัทผู้ตรวจสอบข้าว ขณะที่การตรวจสอบคุณภาพข้าวเป็นการตรวจสอบทางบัญชีเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง โดยมอบหมายให้ผู้ที่เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพข้าวดำเนินการโดยเฉพาะ

ทั้งนี้นายจิรชัย ยังตอบการซักถามของทนายความจำเลยด้วยว่า ไม่ทราบว่ามีการคัดค้านของกลุ่มเจ้าของโกดังและเจ้าของโรงสี หรือไม่ หลังจากที่ คสช. เข้ามาเป็นรัฐบาล แล้วแต่งตั้งคณะทำงานชุดต่างๆเพื่อตรวจสอบคุณภาพข้าวและได้จัดกลุ่มข้าวที่จะขายออกเป็น 3 เกรดตามคุณภาพข้าวคือ เกรดA,B,C โดยขายข้าวตามแต่ละเกรด แทนการขายข้าวยกโกดัง

อย่างไรก็ดี เมื่อนายจิรชัย เบิกความแล้ว เนื่องจากมีการส่งเอกสารการตรวจสอบข้าวเพิ่มเติมอีก ทนายความจำเลยจึงขอเลื่อนการซักถามพยานปากนี้ออกไปก่อน

โดยศาลพิจารณาแล้วอนุญาตและให้นัดไต่สวน นายจิรชัย อีกครั้งในวันที่ 24 มิถุนายน เวลา 09.30 น.ขณะที่ศาลนัดไต่สวนพยานโจทก์อีก 2 ปาก เป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ในวันที่ 18 พฤษภาคม เวลา 09.30 น.

ส่วนที่ทนายความจำเลย ขอยกเลิกนัดไต่สวนพยานจำเลยปากแรก ที่กำหนดไว้ในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ เนื่องจากขอเวลาตรวจสอบเอกสารที่ใช้ในการไต่สวนนั้น ศาลอนุญาตและนัดไต่สวนพยานจำเลยปากแรก ในวันที่ 5 สิงหาคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพยาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางกลับทันที โดยบรรยากาศวันนี้ ยังคงมีมวลชนจำนวนมาก มารอให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เหมือนเช่นที่ผ่านมา โดยมีกำลังเจ้าหน้าตำรวจเฝ้าดูแลความเรียบร้อย ขณะที่ภายในอาคารศาลเพิ่มความเข้มงวด โดยมีตำรวจหญิง ในการตรวจบุคคลก่อนเข้าห้องพิจารณาด้วย จากเดิมที่จะเป็น รปภ.ประจำอาคาร ทั้งนี้การไต่สวน พยานของอัยการ โจทก์ ดำเนินมาใกล้จะเสร็จสิ้นตามที่ยื่นบัญชีต่อศาล โดยเหลือพยานอีก 2 ปากเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่จะนำเข้าไต่สวน ในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ โดยศาลจะเริ่มนัดไต่สวนพยานจำเลย ในวันที่ 8 กรกฎาคม ตามบัญชีพยาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเข้าไต่สวนเป็นปากแรก ขณะที่การไต่สวนพยานจำเลยตามนัดจะเสร็จสิ้น วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560