4 พรรค ย้ำ ‘ศิลปวัฒนธรรม’พลังหนุนการเมืองไทย ต้องถูกสังคายนา
เมื่อวันที่ 13.30 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับ จัดงานเสวนาและคอนเสิร์ต “พลังวัฒนธรรมกับการเมืองไทย” โดยการเสวนาหัวข้อ “มุมมองพรรคการเมืองต่อพลังวัฒนธรรมและการเมืองไทย” มีผู้ร่วมเสวนาจาก 4 พรรคการเมือง ได้แก่ นายอดิศร เพียงเกษ พรรคเพื่อไทย, นายสมบัติ บุณงามอนงค์ พรรคเกียน, นายปิยบุตร แสงกนกกุล พรรคอนาคตใหม่, นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ พรรคไทยรักษาชาติ ดำเนินรายการโดย นางสาวอ้อมทิพย์ เกิดผลานันท์
รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าวัฒนธรรมของผู้คนไม่ว่าจะเป็นชนเผ่า ชาวป่า ไม่ได้ต่ำกว่าวัฒนธรรมของตะวันตกแต่อย่างใด สาขาวิชาวิชาของเราไม่เพียงสนใจชีวิตประจำวันของผู้คน แต่ยังสนใจวัฒนธรรมที่ยากจะแยกออกจากการเมือง ในสังคมวัฒธรรมที่ขับเคี่ยวการเมือง มีความแหลมคม และจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นตัวกล่อมเกลาให้ผู้คนเชื่อว่าคนกลุ่มหนึ่งจะสามารถดูแลผลประโยชน์ของผู้คนทั้งหมดได้ ในฐานะของคณะที่จัดการเรียนการสอนทางด้านวัฒนธรรม จึงเปิดพื้นที่ให้กับการเคลื่อนไหวของสังคมประชา ที่ไม่ใช่เรื่องชนชั้นสูง แต่เป็นเรื่องของชีวิตคนธรรมดาสามัญที่สามารถจะสื่อสารได้
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ตัวแทนพรรคเกียน กล่าวว่า ศิลปะและวัฒนธรรมอยู่ในวิถีชีวิต ซึ่งวัฒนธรรมในทางการเมืองของสังคมไทยตอนนี้นั้น มีการรัฐประหารทุก 3 ปี เรามีวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่เชื่อว่าถ้าใครมีอำนาจคนนั้นจะได้รับความนิยม แม้ว่าอำนาจนั้นจะมาด้วยวิธีการใดก็ตาม วัฒนธรรมนี้แผ่ซึมซาบในสังคมเรา แต่วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีชีวิต ปรับเปลี่ยนได้ ผมอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่มีวัฒธรรมที่เชิดชูสามัญชน อยากเห็นพื้นที่หน้าหนังสือพิมพ์มีรูปปั้นของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ หรือคุณสืบนาคะเสถียร คนที่สังคมไทยควรจะรู้จักเขา ควรจะมีรูปปั้นเหล่านี้ปรากฏให้คนเห็น คนแต่ละท้องถิ่นควรจะกลับไปค้นหาเรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ แล้วสร้างงานปั้น หรืองานเพลงขึ้นมา ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารข้ามกาลเวลา เพราะคนอายุสั้น ศิลปะอายุยาวกว่า การใช้เครื่องมือศิลปะจะเป็นการเคารพคนเล็กๆให้ได้นับการเชิดชู
“ในด้านหนึ่ง ผมไม่ค่อยเชื่อว่าคนไทยเข้าใจความเป็นไทย คำว่า ‘ไทยๆ’ มาจากการใช้เป็นข้ออ้างที่ปฏิเสธความเป็นวัฒนธรรมสากล ดังนั้นความเป็นไทยควรถูกสังคายนา เรียนรู้เชิงรากเหง้า ชาติพันธุ์ ว่าเราเป็นใคร เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลายมาก และความเป็นไทยอยู่บนสังคมโลก ในทางวัฒนธรรมควรรู้จักในแนวกว้าง รู้จักมนุษย์ในที่ต่างๆ เพราะวัฒนธรรมต่างชาติไม่ใช่สิ่งเลวร้าย เราจึงควรแลกเปลี่ยนความรู้จากวัฒนธรรมอื่น การเรียนรู้โดยกว้างไม่ใช่เรื่องผิด และการเรียนรู้ในเชิงลึกจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ โดยการดึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยออกมาให้เป็นไทยแบบสากลเพื่อให้คนทั้งโลกยอมรับได้” นายสมบัติกล่าว
นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ พรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า คำว่าศิลปะและวัฒนธรรมจะอยู่ด้วยกัน ซึ่งมีความหมายในตัวเอง และมีวิวัฒนาการตลอดเวลา ไม่ใช่คำบังคับเหมือนข้อกฎหมายว่าจะต้องนิยามอย่างไร สำหรับวัฒนธรรมและศิลปะในทรรศนะของผม คือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นแล้วมีผลต่ออารมณ์ของคน เวลานั่งเขียนเพลงหรือกลอน หากปะทะกับความรู้สึกด้านใดก็ตามของเราแล้ว นั่นคือศิลปะ
“คำว่า ‘ศิลปะ’ โดยจิตวิญญาณของมันเป็นคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ เพราะจะเกิดกับคนชั้นใดก็ได้ เป็นจิตวิญาณของประชาธิปไตย เราเห็นงานศิลปะหลายชิ้นที่เป็นอมตะ เมื่อสร้างจากชนชั้นผู้ถูกกดขี่ จะมีความแหลมคมให้คนชั้นนั้นหยัดยืนขึ้นมา และทำศิลปะขั้นต่อไปเพื่อให้คนที่ถูกกดขี่สามารถที่จะยืนได้อย่างเท่าเทียมกับชั้นผู้กดขี่ ส่วนคำว่า ‘วัฒนธรรม’ หมายถึงวิถีชีวิต แต่ต่างจากศิลปะที่สร้างโดยคนเพียงคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องสร้างโดยกลุ่มคน ชุมชน หรือสังคม ถ้าเป็นเฉพาะตนจะไม่ถูกเรียกว่าเป็นวัฒนธรรม แต่เป็นเพียงพฤติกรรม คำว่าวัฒนธรรมจึงถูกยึดโยงกับฝูงชนมากกว่าศิลปะ เพราะเปิดให้คนจำนวนมากสัมผัสร่วมกันได้ ดังนั้นวัฒนธรรมจึงถูกครอบงำได้ง่ายกว่า ผ่านความซับซ้อนของวัฒนธรรมอำนาจนิยม ผ่านแนวคิดอนุรักษ์นิยมที่มีอยู่และการประสานประโยชน์อย่างแนบแน่นตลอดเวลา เหมือนละครหลังข่าวภาคค่ำที่มีฝ่ายชั่วและฝ่ายดี แต่ถึงกระนั้น ความตายของคนที่ถูกมองว่าชั่วก็อาจเป็นความสุขเกษมเปรมปรีดิ์ของคนอีกฝั่ง” นายณัฐวุฒิกล่าว และว่า
ผู้นำในหลายชาติพันธุ์เคยเขียนกวี ลำนำต่างๆมากมาย ซึ่งผู้นำปัจจุบันจะเขียนเพลง แต่ประเด็นคือผู้นำที่สร้างงานศิลปะ เป้าประสงค์ใด เพื่อตอบสนองประโยชน์ประชาชน หรือเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง ส่วนผู้นำที่มีอารมณ์ คำพูด ในอดีตที่ผ่านมาก็มี แต่ส่วนใหญ่ถูกโค่นล้มไปโดยประชาชนอยู่แล้ว การขุดดึงบ้านเมืองมาสู่ประชาธิปไตย ง่าย สันติ สงบ ปลอดภัยที่สุดก็โดยการเลือกตั้ง วันที่ 24 มี.ค.จึงมีความหมายอย่างมากต่อประชาธิปไตย
นายปิยบุตร แสงกนกกุล ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า วัฒนธรรมคือเรื่องของวิธีคิด เป็นสิ่งที่ผู้คนก่อตั้งขึ้นมา วัฒนธรรมในความหมายของคนทั่วไป จะมีความลอยไหลตามความนิยมของคนในยุคสมัย แต่ของวัฒนธรรมของไทยในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ถูกสร้าง หรือกำหนดขึ้นมาโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นชนอนุรักษนิยม ว่าจะต้องมีลักษณะอย่างไร จนถูกปลูกฝังในโรงเรียน ซึ่งได้เลื่อนไหล แพร่กระจายออกไป โดยที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่่นที่ไม่เหมือนกัน นี่คือปัญหา ซึ่งวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์กับระบบความคิด เพราะถูกกำกับด้วยอุดมการณ์ ในขณะที่วัฒนธรรมก็เป็นเครื่องมือที่จะเปลี่ยนอุดมการณ์ของผู้คน สร้างเป็นวัฒนธรรมไทยขึ้นมา และส่งผลต่อการเปลี่ยนวิธีคิด เช่น เมื่อเรายึดอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่มีวัฒนธรรมแบบเผด็จการเข้ามา ก็จะไปเกลี่ยให้ผู้คนเข้าร่วมโดยที่ไม่รู้ตัว
“วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คน ตราบใดที่คนยังไม่เสรีภาพในการแสดงออก ตราบใดที่วัฒนธรรมอำนาจนิยมยังอยู่ เราจะพบเห็นการสังหารหมู่ การอุ้มฆ่า ฯลฯ”
เราจึงจำเป็นจะต้อง 1.มีการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพในการแสดงออก และมีพื้นที่ให้ปล่อยของ สร้างพื้นที่สาธารณะมากยิ่งขึ้น 2.กระจายอำนาจและความหลากหลาย ท้องถิ่นควรจะมีอำนาจในการจัดการกับวัฒนธรรมของตัวเอง ทั้งต่อพื้นที่ และบุคคล โดยเคารพความหลากหลายของกลุ่มคน และ 3.ต้องหาระบบการจัดเก็บภาษีเพื่อผลักดันคนที่ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม 4.ภาษีมูลค่าเพิ่มของสินค้าวัฒนธรรมควรลดลง และภาษีที่เก็บจากงานวัฒนธรรมก็ต้องนำมาใช้ในการส่งเสริมงานวัฒนธรรมต่อไป” นายปิยบุตรกล่าว
ด้าน นายอดิศร เพียงเกษ ตัวแทนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คำว่า วัฒนธรรม ถ้าวิเคราะห์ตามศัพท์คือการพัฒนา พัฒนาในสิ่งที่ดีให้ดีต่อไป แต่วัฒนธรรมและศิลปะนั้นขึ้นอยู่กับใคร ถ้าวัฒนธรรมนั้น เป็นวัฒนธรรมส่วนตัวที่ยึดโยงแก่อำนาจ ก็จะนำพาประเทศให้ถอยหลังออก เป็นวัฒนธรรมที่ชนชั้นปกครองนิยมชมชอบอย่างมาก ในขณะที่วัฒธรรมนี้รุ่งโรจน์ วัฒนธรรมของประชาชนกลับถูกเหยียบย่ำ
“วัฒนธรรมในความหมายที่ใกล้ชิดที่สุด คือ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมจะต้องโดดเด่นขึ้นมา งบประมาณ 100 เปอร์เซ็นต์ของกระทรวงวัฒนธรรมต้องให้ประชาชน และจับต้องได้ ศิลปินต้องมาชุมนุมเพื่อนปฏิวัติวัฒนธรรมว่าจะเป็นอย่างไร ต้องสังคายนากันใหม่ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้เรื่องการเมือง เศรษฐกิจ หรือการต่างประเทศ ดังนั้นจึงควรสอนเรื่องวัฒนธรรมที่เป็นประชาธิปไตย โดยต้องปลูกฝังตั้งแต่อนุบาล จึงจะขับไล่วัฒธรรมที่ไม่ดี เพราะวัฒนธรรมคือคนส่วนมาก และคนส่วนมากต้องมาก่อน”
นายอดิศรกล่าวว่า ถ้าเรามีวัฒนธรรมที่ไม่ยอมให้เผด็จการเข้ามา เผด็จการก็จะเข้ามาไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้รับการให้ความสำคัญเท่าที่ควร จึงต้องเอาคนที่สนใจด้านวัฒนธรรมมาดูแลกระทรวงวัฒนธรรม โดยดูว่าแต่ละจังหวัดมีดีอะไร และนำมาเชิดชู
จากนั้นเวลา 15.50 น. มีการแสดงคอนเสิร์ตจากกลุ่มพลเมืองโต้กลับ การแสดงชุด “กาละเหวย กาละวา” นอกจากนี้ยังมีศิลปินรับเชิญมาร่วมสร้างสีสัน อาทิ ตู้ ดิเรก อมาตยกุล, จ๋าย จำรัส เศวตาภรณ์, Rap Against Dictatorship (RAD) เจ้าของผลงานประเทศกูมี, กงลี่ อรุณวตี, อานนท์ นำภา, ตุ๊กติ๊ก ธนิดา, ตลกคณะสกอร์เปี้ยน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนที่เข้าร่วมการเสวนาต่างส่งเสียงร้องและปรบมือสอดรับกับการแสดง โดยมีประชาชนบางส่วนลุกขึ้นเต้นตามจังหวะเพลงอย่างสนุกสนาน


