แม้ นายพิชัย รัตตกุล จะเคยเสนอในเชิงเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.
แต่ก็ถูกปฏิเสธจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เพราะภารกิจของพรรคประชาธิปัตย์แม้จะไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจของ คสช. แต่ก็มีความจำเป็นต้องต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ”
เนื่องจากเป็นภารกิจตั้งแต่พ่ายแพ้ทางการเมืองเมื่อเดือนมกราคม 2544 เป็นต้นมา
เนื่องจากการยึดกุมแนวทางนี้แม้จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกลากดึงไปสัมพันธ์กับรัฐประหาร ไม่ว่าเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 พรรคประชาธิปัตย์ก็จำเป็นต้องทำ
เพราะนี่คือ “ยุทธวิธี” ที่จะเอาชนะสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ได้
ไม่ว่าเสียงจาก นายพิชัย รัตตกุล ไม่ว่าเสียงเรียกร้องจากปัญญาชนสาธารณะก็ไม่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เกิดความเปลี่ยนแปลง
เว้นแต่จะมีเสียงจาก คสช. จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น
น่าสนใจก็ตรงที่เหตุการณ์ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งให้กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์
1 เนื่องแต่วาทะร้อนแรง “มรึงมาไล่ดูสิ”
1 เนื่องแต่มติพรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตหมายเลข 1 ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี
2 เรื่องนี้คล้ายจะมีลักษณะ “ทั่วไป”
เพราะเรื่องการเสนอชื่อเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะวาทะร้อนแรง “มรึงมาไล่ดูสิ” สัมพันธ์กับสถานะของนายกรัฐมนตรีและเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอีกเช่นกัน
แต่บังเอิญที่มีการพาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ ถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นการพาดพิงเพราะว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยยุบสภาและจัดการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 เป็นการพาดพิงว่าพรรคประชาธิปัตย์แพ้ในการเลือกตั้งแม้จะเป็นรัฐบาลอยู่ก็ตาม
ตรงนี้แหละที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มิอาจที่กล้ำกลืนยอมรับ
ความร้อนแรงอันมาจากพรรคประชาธิปัตย์จึงมิได้เน้นหนักไปยังระบอบทักษิณโดยมีพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ เป็นเป้าหมายเหมือนที่ผ่านมา
ตรงกันข้าม ปลายหอกพุ่งเข้าใส่ “ทำเนียบรัฐบาล”
น้ำหนักวางให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเป็นด้านหลัก แต่ก็สัมพันธ์กับพรรคพลังประชารัฐอย่างยากจะแยกออกได้
นี่คือ ท่าที “ใหม่” อันมาจากพรรคประชาธิปัตย์
และเชื่อว่าจะเพิ่มความรุนแรง แหลมคมมากยิ่งขึ้น และจะมีส่วนทำให้พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคประชาชาติ และรวมถึงพรรคอนาคตใหม่ ได้พันธมิตรในการต้านการสืบทอดอำนาจเพิ่มขึ้น
ผลก็คือ การแยกจำแนกกลุ่มทางการเมืองจะเพิ่มความเด่นชัด กระทั่งเกิดภาวะละล้าละลังในกลุ่มพรรคประเภท “แทงกั๊ก”
เหลือเพียง “เอา” หรือ “ไม่เอา” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
จึงอาจกล่าวได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และการตัดสินใจเลือกเป็นส่วนหนึ่งของพรรคพลังประชารัฐนั้นเองเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางใหญ่ในทางการเมือง
อย่างน้อยก็ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีความแจ่มชัด
แจ่มชัดที่จะร่วมไปในทิศทางเดียวกันกับพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคประชาชาติ พรรคอนาคตใหม่ เพื่อดับฝัน คสช. ดับฝัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นั่นก็ตัดหนทาง “สืบทอดอำนาจ” ให้เหลือน้อยหรือกระทั่งริบหรี่ ริบหรี่

