รายงาน : บทบาท ประยุทธ์ กำหนด ทิศทาง เลือกตั้ง เอา หรือ ไม่เอา

4.02.19 | 13:00 น.

แม้ นายพิชัย รัตตกุล จะเคยเสนอในเชิงเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.

แต่ก็ถูกปฏิเสธจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เพราะภารกิจของพรรคประชาธิปัตย์แม้จะไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจของ คสช. แต่ก็มีความจำเป็นต้องต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ”

เนื่องจากเป็นภารกิจตั้งแต่พ่ายแพ้ทางการเมืองเมื่อเดือนมกราคม 2544 เป็นต้นมา

เนื่องจากการยึดกุมแนวทางนี้แม้จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกลากดึงไปสัมพันธ์กับรัฐประหาร ไม่ว่าเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 พรรคประชาธิปัตย์ก็จำเป็นต้องทำ

Advertisement

เพราะนี่คือ “ยุทธวิธี” ที่จะเอาชนะสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ได้

ไม่ว่าเสียงจาก นายพิชัย รัตตกุล ไม่ว่าเสียงเรียกร้องจากปัญญาชนสาธารณะก็ไม่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เกิดความเปลี่ยนแปลง

เว้นแต่จะมีเสียงจาก คสช. จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น

น่าสนใจก็ตรงที่เหตุการณ์ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งให้กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์

1 เนื่องแต่วาทะร้อนแรง “มรึงมาไล่ดูสิ”

1 เนื่องแต่มติพรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตหมายเลข 1 ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี

2 เรื่องนี้คล้ายจะมีลักษณะ “ทั่วไป”

เพราะเรื่องการเสนอชื่อเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะวาทะร้อนแรง “มรึงมาไล่ดูสิ” สัมพันธ์กับสถานะของนายกรัฐมนตรีและเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอีกเช่นกัน

แต่บังเอิญที่มีการพาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ ถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เป็นการพาดพิงเพราะว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยยุบสภาและจัดการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 เป็นการพาดพิงว่าพรรคประชาธิปัตย์แพ้ในการเลือกตั้งแม้จะเป็นรัฐบาลอยู่ก็ตาม

ตรงนี้แหละที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มิอาจที่กล้ำกลืนยอมรับ

ความร้อนแรงอันมาจากพรรคประชาธิปัตย์จึงมิได้เน้นหนักไปยังระบอบทักษิณโดยมีพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ เป็นเป้าหมายเหมือนที่ผ่านมา

ตรงกันข้าม ปลายหอกพุ่งเข้าใส่ “ทำเนียบรัฐบาล”

น้ำหนักวางให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเป็นด้านหลัก แต่ก็สัมพันธ์กับพรรคพลังประชารัฐอย่างยากจะแยกออกได้

นี่คือ ท่าที “ใหม่” อันมาจากพรรคประชาธิปัตย์

และเชื่อว่าจะเพิ่มความรุนแรง แหลมคมมากยิ่งขึ้น และจะมีส่วนทำให้พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคประชาชาติ และรวมถึงพรรคอนาคตใหม่ ได้พันธมิตรในการต้านการสืบทอดอำนาจเพิ่มขึ้น

ผลก็คือ การแยกจำแนกกลุ่มทางการเมืองจะเพิ่มความเด่นชัด กระทั่งเกิดภาวะละล้าละลังในกลุ่มพรรคประเภท “แทงกั๊ก”

เหลือเพียง “เอา” หรือ “ไม่เอา” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

จึงอาจกล่าวได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และการตัดสินใจเลือกเป็นส่วนหนึ่งของพรรคพลังประชารัฐนั้นเองเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางใหญ่ในทางการเมือง

อย่างน้อยก็ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีความแจ่มชัด

แจ่มชัดที่จะร่วมไปในทิศทางเดียวกันกับพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคประชาชาติ พรรคอนาคตใหม่ เพื่อดับฝัน คสช. ดับฝัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นั่นก็ตัดหนทาง “สืบทอดอำนาจ” ให้เหลือน้อยหรือกระทั่งริบหรี่ ริบหรี่