ประเทศใดมีรัฐบาลที่มองปัญหาของประชาชนเป็นปัญหาของตัวเอง ประชาชนที่อยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลนั้นก็โชคดี แต่ถ้าประชาชนประเทศใดมีรัฐบาลที่ดูถูกประชาชน ความเป็นอยู่ของประชาชนก็จะเดือดร้อน ยกตัวอย่างเช่น การแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ หากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มัวแต่กล่าวโทษชาวสวนยาง มองการเคลื่อนไหวเพื่อปากท้องว่าเป็นความไม่สงบ มุ่งใช้กำลังและกฎหมายมากกว่าการเยียวยาบรรเทาทุกข์ ป่านนี้ประเทศไทยคงร้อนระอุ เพราะปัญหาปากท้องก็ไม่ได้แก้ไข หนำซ้ำยังเกิดปัญหาความไม่สงบขึ้นมาอีก
หากแต่เมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เปิดใจรับฟังความยากลำบากของชาวสวนยาง แล้วร่วมกันหาวิธีการบรรเทาทุกข์ อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรทำก่อน อะไรทำหลัง เฉกเช่นการอนุมัติงบช่วยเหลือเบื้องต้นด้วยการรับซื้อยางพารากิโลกรัมละ 45 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคมทั่วประเทศ จำนวน 1,500 จุด โดยมีเป้าหมายรับซื้อจำนวน 1 แสนตัน การดำเนินการเช่นนี้แม้จะถูกมองว่า “ประชานิยม” แต่ก็เป็นวิธีการเยียวยาชีวิตมนุษย์ที่ได้รับความเดือดร้อน ผลที่ตามมาคือความสงบ เนื่องจากชาวสวนมีความหวัง ซึ่งต่อไปรัฐบาลจะใช้วิธีการใดในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ก็สามารถดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปได้
การแก้ไขปัญหาของชาวสวนยางอาจจะเป็นโมเดลในการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยแล้ง ปัญหาพืชผลเกษตรอื่นๆ ที่มีราคาต่ำลงเช่นเดียวกับยาง หรือปัญหาปากท้องประชาชนทั้งหลาย ปัญหาเหล่านี้หากรัฐบาลรับฟังเสียงผู้เดือดร้อนก็จะจำแนกปัญหาได้ และเมื่อทราบต้นเหตุของปัญหาก็สามารถร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวได้เช่นกัน
ขณะนี้ปัญหาหลายอย่างรัฐบาลวางแนวทางแก้ไขในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว ซึ่งถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ อาทิ การสั่งจัดโซนนิ่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม หรือการจัดโซนนิ่งพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น แต่กว่ารัฐบาลจะบรรลุเป้าหมาย รัฐบาลต้องเยียวยาความทุกข์ยากในปัจจุบันของประชาชน ต้องดูแลประชาชนไปจนกว่ารัฐบาลจะบรรลุยุทธศาสตร์จนประชาชนสามารถยืนหยัดในเรื่องนั้นๆ ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพารัฐบาลอีกต่อไป
