เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 พฤษภาคม ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมใหญ่ “นายกรัฐมนตรีพบเพื่อนครู” จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ข้าราชการครูจากทั่วประเทศประมาณ 25,000 คนเข้าร่วม ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ภายหลังมีข่าวให้ครูปรบมือและพูด “นายกฯสู้ๆ” เพื่อให้กำลังใจนายกฯ และภายหลัง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุ นายกฯ ขอให้ทีมออร์แกไนเซอร์ผู้จัดงานไม่ต้องเอาใจโดยให้ผู้เข้าฟังปรบมือหรือส่งเสียงเชียร์นั้น ปรากฏว่าก่อนเริ่มพิธีการ พิธีกรในงานได้แจ้งกับผู้เข้าร่วม “ไม่ต้องลุกขึ้นยืน ให้ปรบมือเป็นธรรมชาติตามสมควร” และทันทีที่นายกฯเดินทางมาถึง ผู้เข้าร่วมประชุมต่างปรบมือต้อนรับ แต่ไม่ได้มีการส่งเสียงเชียร์ “นายกฯสู้ๆ” ขณะที่นายกฯยิ้มพร้อมกับชูมือทำสัญลักษณ์ไอเลิฟยู
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณครูทุกคน แม้ที่ผ่านมาจะไม่ได้พบหน้าตาหรือเจอตัวจริง ส่วนในสื่อมักจะเห็นภาพที่น่าเกลียด แต่ความจริงตนเองเป็นคนใจดี ตนเชื่อว่าคนที่เป็นครูทุกคนมีความตั้งใจในการทำหน้าที่ แต่เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ชัดเจนในระดับนโยบาย ทั้งทางการเมืองบ้าง และเรื่องอื่นๆ บ้าง สำหรับตนไม่ใช่การเมือง ตนเข้ามาเป็นการบ้าน และการ ทหาร แต่ก็พยายามจะลืมคำว่าทหาร เพราะจะพูดมาก ขี้โมโห ไม่เช่นนั้นก็คุมกองทัพไม่ได้ วันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มาพบกับครูจำนวนมากขนาดนี้แบบที่ไม่เคยพบมาก่อน คราวหน้ากระทรวงศึกษาฯจัดมาให้เจอสัก 5 แสนคนได้หรือไม่ จะได้เจอกันตัวเป็นๆ
“วันนี้ขอขอบคุณอันดับแรก ที่ไม่ได้ปรบมือตามสัญญาณ เพราะไม่มีสัญญาณ เรามีแต่สัญญา ว่าจะพูดคุยกันอย่างไร ไม่ต้องเชียร์มาก ไม่ต้องส่งสัญญาณสู้ๆ เพราะผมไม่ต้องไปสู้กับใคร เพราะไม่ใช่นักการเมือง อย่ามองผมในแง่ของการเมือง ผมสู้กับตัวของผมเองเท่านั้น สู้กับปัญหา ไม่ต้องมากังวลอะไรกับผม ผมเป็นคนอย่างนี้ เพราะผมเกิดที่ประเทศไทย เติบโตมาในครอบครัวที่เป็นครู มีมากหน่อยก็ตรงที่มีภรรยาเป็นครูด้วย วันนี้เหมือนกับว่าเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่ผมจะรังแกครู ขอให้ถือว่าเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เราต้องร่วมมือกันคืนความสุขให้กับประเทศและประชาชน และวันนี้ขอให้ครูคืนความสุขให้กับ คสช.บ้าง ในฐานะที่เราเข้ามาแก้ไขและปฏิรูปในทุกด้านของประเทศ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การศึกษาเพียงอย่างเดียว ขอเพียงอย่างเดียวคือความเข้าใจ ผมไม่ได้ต้องการอะไรอย่างอื่นจากพวกท่าน เพราะผมไม่ได้เข้ามาเพื่อต้องการอะไร ผมมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของความอบอุ่น ที่ผ่านมาประเทศไทยขาดความอบอุ่นมานาน วันนี้ต้องช่วยกันทำให้คนทั้งประเทศมีความสุข เพราะฉะนั้น ขอร้องอย่ามองผมในแง่การเมือง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การทำงานจะต้องยึดหลักของเสียงส่วนรวม คสช.เข้ามาใช้มาตรา 44 ก็เพื่อแก้ไขปัญหาทำให้บ้านเมืองสงบ ไม่ได้ต้องการเข้ามาปราบใคร และถึงแม้ตนจะเข้ามาแบบนี้ แต่ตนก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ตามขั้นตอน และกระบวนการยุติธรรม และในการทำงานที่ผ่านมาได้วางพื้นฐานในการแก้ปัญหาของประเทศไว้ เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกคนร่วมมือกันทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปให้ได้ รวมถึงขอให้รักษาศักดิ์ศรีของความเป็นครูและศักดิ์ศรีของความเป็นไทยเอาไว้ เราจะอยู่แบบนี้กันต่อไปไม่ได้ เพราะโลกมันเปลี่ยนแปลง เราต้องช่วยกันรดน้ำ เพื่อให้ประเทศชาติมีความเข้มแข็ง เติบโตด้วยหัวใจของทุกคน ตนไม่บังอาจให้คนทุกคนทำตามและคิดเหมือนตนได้ แต่พร้อมที่จะรับฟังคำทักท้วงจากทุกคน แต่ถ้ามาขัดแย้งมีเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ตนก็ไม่ฟัง เรื่องนี้ต้องเห็นใจกันบ้าง แต่ยืนยันว่าจะพยายามทำงานทุกอย่างเต็มที่
นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ต้องทำให้ทุกคนมีความสุข ซึ่งหลายประเทศมีตั้งกระทรวงความสุข ประเทศไทยต้องมีหรือเปล่าไม่รู้ และวันนี้ประเทศไทยมีความสุขประเทศหนึ่งในช่วงนี้ ที่ผ่านมามีความขัดแย้งอะไรตนไม่รู้ วันนี้ต้องทำให้ประเทศไทยสงบสุขกว่านี้กับประเทศต่างๆ หรือแม้แต่ที่ไม่ชอบเรา ตนก็อธิบายได้ทุกเรื่อง แต่ไอ้ที่ไม่ชอบเราก็มาหมด ซึ่งตนก็อธิบายทุกเรื่อง ไม่มีปิดบัง เพราะไม่ได้ทำเพื่อการเมือง แต่ทำเพื่อคนไทย เพื่อมิตรประเทศ สร้างความรู้ ความเข้าใจ และต้องทำให้สำเร็จ ไม่ใช่ทำแค่ผ่านๆ เพราะจะทำให้เราไม่มีที่ยืนในโลก ไม่มีความภาคภูมิใจ สำหรับตนมีความภาคภูมิใจ และตนไม่ยอมศิโรราบให้ใครทั้งสิ้น และจะเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว เดินให้ดี ไม่สะดุด โดยต้องผูกเชือกรองเท้าก่อน
นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ต้องนำประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการใช้หุ่นยนต์ สินค้าจากปัญญาความคิด ต้องไม่มุ่งหวังแบบเดิมๆ เพราะปัจจุบันเกิดการรวมกลุ่มในหลายประเทศ ต้องนึกถึงเป้าหมาย ยึดฐานที่มั่น ทำการศึกษาให้มีคุณภาพใน 20 ปีข้างหน้า และเมื่อถึงวันนั้นตนไม่อยู่แล้ว ส่วนการบริหารงานใช้การเมืองนำไม่ได้ ประชาชนมีความรู้ มีคุณภาพ ที่ทุกวันนี้ขาดมากพอสมควร ทุกคนต้องรู้ดีรู้ชั่ว อะไรไม่ดีอย่าทำ เวลานี้ตนเหนื่อย อยากบอกพวกโลกสวยว่า สิ่งที่คิดว่าจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ มันทำไม่ได้ ไม่ง่าย และตนก็ไม่ได้ดูถูกใคร แต่มันกดดันตนเยอะ เร่งเวลา อย่างโทรศัพท์บางเครื่องที่ตนใช้อยู่พวกขัดแย้งอย่างเดียวก็โทรมาด่าตลอด ซึ่งตนปิดไปแล้ว ตนเคารพคนที่มีความรู้ ดังนั้น ทุกคนต้องร่วมมือกัน เพราะถ้าไม่เดือดร้อน ตนไม่เข้ามาให้เปลืองตัว แต่อยากตายตาหลับ ให้มีความก้าวหน้า ไม่มีความขัดแย้ง ไม่ผิดวินัย ไม่ผิดกฎหมาย
“ในเรื่องการทำประชามติ ผมไม่สนใจว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน เป็นเรื่องของพวกท่าน ผ่านก็ผ่าน ไม่ผ่านก็คือไม่ผ่าน ผมไม่ว่า แต่อย่าทำผิดกฎหมายและสร้างข้อมูลที่บิดเบือน กฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน การทำประชามติถือเป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งการมีประชาธิปไตยจะต้องมีธรรมาภิบาล ขอให้ประชาชนทำหน้าที่ตามครรลองของประชาธิปไตย อย่าให้บุคคลใดมาชักจูงหรือเอาเปรียบในทางที่ผิด ซึ่งที่ผ่านมานักการเมืองให้แต่เงิน สำหรับผมทำไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นการทำร้ายประเทศตัวเอง ทำไม่ได้” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกฯ กล่าวว่า คำสั่งมาตรา 44 ตนใช้เพื่อเร่งรัดการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ เรื่องการลงโทษ ต้องไปที่ศาล หรือกรรมการแต่ละหน่วยงานไปสอบกันเอง ตนไม่เคยไปสั่งถูกผิด เพราะไม่ใช่ปรมาจารย์ ซึ่งการทุจริตอย่างไรกันมาตนไม่รู้ ฉะนั้น กระทรวงต้องเพิ่มการเรียนรู้ในเรื่องกฎหมายไปด้วย โดยประวัติศาสตร์นั้นมีไว้ให้ภูมิใจ สิ่งไหนดีทำต่อ สิ่งไหนไม่ดีอย่าทำ และต้องสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ข้างหน้า วันนี้อยู่ระหว่างการทบทวน เพื่อเดินประวัติศาสตร์มองไป 20 ปีข้างหน้า ตนหวังแค่นี้ ฉะนั้น ไม่ต้องมาปรบมือให้ หรือมาบอกว่าประยุทธ์สู้ๆ เจ็บมือเปล่าๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีใช้เวลากล่าวปาฐกถาประมาณ 1.40 ชั่วโมง และก่อนที่จะลงจากเวทีก็ได้เชิญ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและคณะขึ้นบนเวทีเพื่อร่วมร้องเพลง “เพราะเธอคือประเทศไทย” ก่อนที่จะลงมาเยี่ยมชมนิทรรศการ

