“ลีลาวดี”ชำระค่าปรับรถหาเสียง 200 บ.ย้ำถามจนท.เลือกปฏิบัติหรือไม่ รองโฆษกฯเย้ยต้องใช้เงินหลาย2พันล้าน หากโดนปรับจนกว่าจะเลือกตั้ง
เมื่อเวลา 11.25น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่สน.สามเสน น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 1 พรรคเพื่อไทย(พท.) พร้อมด้วย นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคฯ พานายเอกราช ชุ่มอารมณ์ คนขับรถหาเสียง อายุ 51 ปี เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อชำระค่าปรับฐานดัดแปลงสภาพรถยนต์ และฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร(ช่องรถประจำทาง) เป็นจำนวน 200 บาท หลังมีการใช้รถหาเสียงขับมาในช่องทางดังกล่าว บนถนนสามเสนที่หน้าโรงเรียนเซนต์คาเบียลเมื่อเย็นวานนี้
น.ส.ลีลาวดี กล่าวว่า รู้สึกเป็นกังวลต่อผู้สมัครพรรคคนอื่นๆ เพราะในบางเขตมีการใช้รถจำนวนหลายคัน อาจจะเกิดปัญหาได้ ที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุเช่นนี้มาก่อน ซึ่งรถคันนี้ก็ถูกใช้หาเสียงมาตั้งแต่ปี 2554 มีการติดตั้งแผงเหล็กมาโดยตลอด ตนจึงรู้สึกงงหนักมากว่าทำอะไรผิดหรือไม่
น.ส.ลีลาวดี กล่าวต่อ ส่วนในวันเกิดเหตุนั้น ทราบว่า ขณะที่คนขับรถได้ขับขี่ไปบนถนนสามเสน เพื่อจะเข้าที่ซอยสามเสน 13 ก่อนจะถูกใบสั่งเพียงคันเดียวทั้งที่มีรถประชาชนทั่วไปอีกจำนวนหลายคันที่ขับตามกันมา
“หากเป็นข้อหาเรื่องขับรถบนช่องทางที่ห้ามก็เข้าใจ แต่กลับถูกแจ้งเรื่องต่อเติมรถยนต์ด้วย จึงต้องการสอบถามกับเจ้าหน้าที่ด้วยว่าจะทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ดิฉันยังมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ เพราะในขณะนี้มีเพียงเราพรรคเดียว หากจะโดนก็ควรเป็นทุกพรรค” น.ส.ลีลาวดี
นายจิรายุ กล่าวว่า ต่อจากนี้จะไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ให้ติดตามตรวจสอบการว่า เจ้าหน้าที่มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมายอาญา ม.157 รวมถึง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง หรือไม่ ทั้งนี้ จากข้อมูลของ กกต. ระบุถึงจำนวนผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศรวมแล้ว 7,500 คน ต้องใช้รถหาเสียงประมาณ 30,000คัน หากปรับคันละ 2,000บาท จะต้องใช้เงินชำระค่าปรับถึงวันละ 60 ล้านบาท เมื่อนับไปอีก 40 วันจนถึงการเลือกตั้ง ก็จะเป็นเงินกว่า 2,000ล้านบาท
“ตลอดระยะเวลาการเลือกตั้งที่ผ่านมาหลายสิบปีของพรรคเพื่อไทย ไม่เคยพบเจออะไรที่แปลกเช่นนี้ มองว่าเป็นการออกใบสั่งมาหรือไม่” นายจิรายุ กล่าว
ขณะที่ พ.ต.ท.นันทพล ดำนิล สว.จร.สน.สามเสน กล่าวย้ำว่า การออกใบสั่งเป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ จึงไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะในวันเกิดเหตุ มีผู้ฝ่าฝืนขับรถในช่องทางดังกล่าวมาอีกจำนวนหลายคันที่ถูกใบสั่งเช่นกัน ทั้งที่ตามจริงแล้ว ช่องทางดังกล่าวถูกห้ามไม่ให้วิ่งตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วนจะมีเจ้าหน้าที่คอยกวดขันวินัยจราจร ส่วนข้อหาการดัดแปลงสภาพรถนั้น ต้องขออนุญาตกับกรมการขนส่งทางบกก่อน เช่นเดียวกันกับรถขายกับข้าว หรือรถอื่นๆ ที่มีการต่อเติมด้วย



