การที่รายชื่อ นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ อยู่เหนือรายชื่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ การที่รายชื่อ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อยู่เหนือราย ชื่อ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน
สะท้อน “ความนัย” ลึกซึ้งในทางการเมือง
ไม่เพียง 1 สะท้อนความสำคัญของ “กปปส.” หากแต่สะท้อน 1 ความสำคัญของ “ประชาธิปัตย์” และ 1 สะท้อนความสำคัญพื้น ที่ทางการเมืองของ “กทม.”
แม้ว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะคือประธานคณะกรรมการ เฉพาะกิจรณรงค์หาเสียง แม้ว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จะคือประธานรับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสาน
ในที่สุดแล้ว “กปปส.” กับ “คสช.”ต่างหากที่แน่นแนบจนแทบ เป็นเนื้อเดียวกัน
เมื่อมอง “กปปส.” ก็มักจะมองไปยัง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กระทั่งมองข้ามปัจจัยสำคัญ นั่นก็คือ แกนนำที่เป็นเจ้าของพื้นที่กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์
ไม่ว่าจะเป็น นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ ไม่ว่าจะเป็น นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์
ไม่ว่าจะเป็น นายสกลธี ภัททิยกุล
รู้หรือยังว่าเมื่ออำลาจากพรรคประชาธิปัตย์ทำไมคนเหล่านี้จึงเดินเข้าทำเนียบรัฐบาล และปลายทางอย่างแท้จริงอยู่ที่พรรคพลังประชารัฐ
ไม่ใช่พรรครวมพลังประชาชาติไทยหรือห้อยโหนอยู่กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ในเมื่อต่อสายกับ”คสช.”ได้ระดับนี้
จำเป็นอะไรที่จะต้องอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ จำเป็นอะไรที่จะต้องตีวงโค้งไปยังเกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ให้ยากลำบาก
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็น “แผนสมคบคิด”ก่อนรัฐประหารเมื่อ เดือนพฤษภาคม 2557 ได้ครบถ้วนกระบวนความ
ถึงแม้ว่าพรรคพลังประชารัฐจะมี 250 ส.ว.ซึ่งมาพร้อมกับคนของ คสช. แต่คำถามก็คือ ส.ส.ส่วนใหญ่จะได้มาจากพื้นที่ใดของประเทศ
คำตอบก็คือได้มาจาก”ต่างจังหวัด”และอยู่ในเส้นสายของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน
ใครเป็นใครหลัง”เลือกตั้ง”จะมี”คำตอบ”
นั่นก็คือ ใครสะสม”ส.ส.”ได้มากกว่า คนนั้นมี “พลัง”

