ถอดรหัส”กลิน เดวีส์” ชั้นเชิงทูต”ฉบับมะกัน”

14.05.16 | 13:00 น.
แฟ้มภาพ

หมายเหตุ – เสียงสะท้อนกรณีนายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เข้าหารือกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมแถลงตอกย้ำว่าสหรัฐห่วงกังวลกับการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและการไม่เคารพเสรีภาพในการแสดงออกและสร้างบรรยากาศของการข่มขู่ เรียกร้องและกระตุ้นให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ

วิบูลพงศ์ พูลประสิทธิ์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ส่วนตัวมองว่าเป็นหน้าที่ของสหรัฐอเมริกาอยู่แล้วในแง่ที่ว่าเขาก็มีนโยบายที่จะรักษาสิทธิเสรีภาพของผู้คน ซึ่งถามว่าประเทศเขาปฏิบัติตามนโยบายนั้นไหม ก็ไม่ทั้งหมดหรอก ดูอย่างเวลาเขาไปประเทศแถบตะวันออกกลาง ทหารสหรัฐก็ทำร้ายพลเรือนโดยไม่ตั้งใจ แต่ทั้งนี้ในแง่การดำเนินการก็เป็นไปตามหลักการของสากลของทางสหรัฐที่ต้องแสดงเจตนารมณ์อย่างนั้น มันเป็นหน้าที่เขา

คือทางประเทศไทยมีการเรียกร้องไปยังสากลในประเด็นนี้ด้วย สหรัฐก็อาจต้องมีการแสดงการตอบโต้รับทราบ เพราะถ้ามีการเรียกร้องอย่างนั้นออกไปแล้วจากประเทศไทย แล้วสหรัฐไม่ทำอะไรเลย หรือไม่แสดงอาการรับทราบใดๆ ก็อาจขัดวิสัยผู้นำโลกเสรีที่สนับสนุนประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของสหรัฐเอง จึงต้องมีการแสดงการตอบโต้ตามหลักการ เขาเองคงเข้าใจสถาณการณ์อ่อนไหวในประเทศไทยอยู่ การตอบโต้จึงออกมาตามหลักการสากลทั่วไป

ส่วนตัวมองว่าการที่นายเดวีส์ออกมาแถลงในครั้งนี้จะไม่เป็นการสะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและไทย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะด้านการทูตที่ต้องแสดงออก คือถ้าจะโกรธกันเพราะแบบนี้ คิดว่าประเทศจีนกับสหรัฐคงรบกันไปแล้ว คือต้องเข้าใจว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ของเขาไป เราก็ทำหน้าที่ของเรา ยืนยันความคิดของเราตามที่จำเป็น

อย่างไรก็ดี มองว่าช่วงนี้คงยังเป็นช่วงที่สหรัฐกำลังจะมีการเปลี่ยนผ่าน นโยบายยังไม่ชัดเจน แล้วเขาเองก็ยุ่งอยู่กับนโยบายที่ใหญ่กว่านั่นคือการเลือกตั้ง คิดว่าคุณเดวีส์ก็คงทำหน้าที่เหมือนข้าราชการทั่วไปที่ต้องทำงานอย่างเต็มกำลัง เพราะทั้งหมดที่เขาทำก็เป็นตามหลักการอยู่แล้วว่าต้องทำแบบนี้ เป็นเรื่องปกติธรรมดา ฝั่งเราเองก็ต้องอธิบายในเชิงหลักการให้ได้ อย่าเฮทสปีชหรือแสดงความเห็นโดยไม่มีความเป็นวิชาชีพ เขาจะเห็นด้วยหรือไม่ก็สิทธิของเขา เราไปบังคับเขาไม่ได้หรอก ถ้าเราคิดว่าอย่างนี้ถูกต้องก็ยืนยันไป คนจะเห็นด้วยไหมไม่ต้องคิดมาก เขาก็ทำหน้าที่ของเขา

Advertisement

นันทนา นันทวโรภาส
วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

จากท่าทีของ กลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยที่ได้แสดงออกมานั้นต้องบอกว่าเป็นความเหนือชั้นทางกระบวนการทางการทูตที่จะสื่อสารทางการเมืองออกมาให้คนไทยและประชาคมโลกได้เห็น ที่บอกว่าเป็นความเหนือชั้่นทางการทูตก็เพราะอันดับแรกเขาได้มีการพูดคุยกับท่านรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัวเป็นเวลาชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่าภายในช่วงเวลาดังกล่าวพวกเขาจะพูดคุยอะไรกัน แต่หลังจากที่เขาออกมาแถลงข่าว เขาได้มีแถลงการณ์ฉบับภาษาอังกฤษและฉบับแปลเป็นไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เราเห็นว่าเขาต้องการยืนยันความชัดเจนของเจตนาที่สหรัฐอเมริกามีต่อประเทศไทย

ฉะนั้นเขาจึงไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนหรือแม้แต่กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้แปลเอกสารชิ้นนี้ เพราะเขาเข้าใจแล้วว่าหากเขาพูดอะไรออกไปแล้วปล่อยให้ระบบราชการไทยไปแปลความหมายอาจจะสื่อสารผิดและคลาดเคลื่อนได้ การกระทำอย่างนี้จึงไม่มีสิทธิบอกว่าแปลผิด เข้าใจผิด หรือไม่แน่ใจในความหมาย

สิ่งนี้จึงเป็นความชัดเจนมากๆ ที่เขาต้องการสื่อสารสู่ประชาคมโลกว่าสหรัฐมีท่าทีอย่างไร และป้องกันไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนในเรื่องของข้อมูล เหมือนอย่างกรณีของคุณแคทรีนา อดัมส์ โฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐ ที่ทางกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยได้อธิบายสถานะของเธอผิดพลาดไปเป็นเจ้าหน้าที่เวรข่าว ซึ่งกลิน เดวีส์ เองก็ได้มายืนยันถึงสถานะของ แคทรีนา อดัมส์ ว่าเป็นโฆษกกระทรวงต่างประเทศ การแสดงออกทั้งหมดจึงเป็นการสื่อสารถึงคนไทยและรัฐบาลไทยว่า ข้อความที่เขานำเสนอต่อไปนี้เป็นสิ่งที่เขาต้องการจะบอกจริงๆ และไม่คลาดเคลื่อนอีกต่อไป

ส่วนเนื้อหาที่นำเสนอนั้นท่านทูตได้ใช้คำว่ารัฐบาลสหรัฐมีความกังวลใจหรือไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมคนไทยที่โพสต์ข้อความออนไลน์ จับกุมคุณแม่ของคนที่เคลื่อนไหวทางการเมือง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การลดพื้นที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ การจับพลเรือนขึ้นศาลหทาร ทั้งหมดท่านทูตเดวีส์ได้เรียกร้องอย่างชัดเจนตรงไปตรงมาถึงรัฐบาลไทยเลยว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยทำอยู่ในขณะนี้เป็นความขัดแย้ง เป็นการขัดแย้งกับพันธกิจที่ไทยกล่าวไว้แจ้งไว้กับนานาชาติ เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับการที่เราบอกประชาคมโลกว่าเราเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นสหรัฐจึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยินยอมให้มีการพูดคุยอย่างเสรีภาพ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ยกเลิกข้อกำจัดทั้งหมดที่เขาได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ท่าทีของทูตเดวีส์ยังต้องการที่จะบอกกับรัฐบาลไทยอีกว่าสหรัฐได้จับตาดูพฤติกรรมของรัฐบาลไทยอยู่ และต้องการให้รัฐบาลยกเลิกข้อกำจัดที่มีความขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย เป็นการสื่อสารทางการเมืองในนามของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องรับฟังเป็นอย่างยิ่ง

ท่าทีของท่านทูตเดวีส์ชัดเจนในเนื้อหา แต่ค่อนข้างอ่อนโยนในทางการทูตอยู่คือยังไม่ได้ใช้คำว่าประนามซึ่งท่านรัฐมนตรี ดอน ปรมัตถ์วินัย ก็พยายามยืนยันในตรงนี้ว่ายังไม่มีการใช้คำว่า ประณามหรือ condemnation แต่อีกมุมหนึ่งหากพิจารณาเนื้อหาแล้วจะพบว่าค่อนข้างรุนแรงมากกว่าคำว่าประณามด้วยซ้ำ ดังนั้นส่วนตัวจึงมองว่าถึงจะใช้หรือไม่ใช้คำว่าประณามก็ไม่ต่างกัน เพราะด้วยเนื้อหาและข้อเรียกร้องจากทูตเดวีส์ที่มีต่อรัฐบาลไทย เป็นการบอกว่าสิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังทำอยู่เป็นส่งที่ขัดกับระบอบประชาธิปไตยสากล และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่เห็นเป็นกระบวนการทางการทูตขั้นที่หนึ่ง ซึ่งหลังจากนี้เชื่อว่าหากรัฐบาลไทยยังไม่มีท่าทีตอบสนองก็คงจะมีกระบวนการขั้นต่อๆ ไปตามมาไล่เรียงไปตามลำดับ ดังนั้นในฐานะรัฐบาลที่เป็นหนึ่งในสหประชาชาติ และบอกกับประชาคมโลกว่าเป็นประชาธิปไตยจึงไม่อาจเฉยเมยต่อข้อเรียกร้องของทางสหรัฐที่ส่งผ่านมายังทูตเดวีส์อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาได้เลย

ไชยวัฒน์ ค้ำชู
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ทางทูตสหรัฐอเมริกาเขาก็พูดตามหลักการของเขา เข้าใจว่ารัฐบาลก็คงไม่พอใจนักหรอก แต่ทั้งนี้เหมือนกับว่าเขาเตือนเรา เราฟังก็ได้ ไม่ฟังก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าหากเราเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องใส่ใจก็เท่านั้น จะเลือกอย่างนั้น ฟังหรือไม่ฟังก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราใส่ใจหรือเปล่า แต่ทั้งนี้เราอยู่ในสังคมโลก ก็ต้องถามว่าเราต้องการให้ภาพลักษณ์เราต่อสายตาประเทศอื่นเป็นอย่างไร ฉะนั้นสำหรับประเด็นนี้ขอพูดตรงๆ ว่ามันขึ้นอยู่กับว่า ถ้าเราไม่สนใจอเมริกาก็ไม่มีปัญหา นอกเสียจากว่าที่เขาพูดมันไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งก็ต้องมาถามกันว่าแล้วที่เขาพูดนั้นมันจริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการให้ประเทศอื่นเขามองเราอย่างไร เราต้องตัดสินใจในส่วนนี้ ซึ่งถ้าเขาพูดไม่จริง เราก็ชี้แจงเสียเท่านั้น คำถามคือที่เขาพูดนั้นตรงกับความจริงหรือไม่ เราต้องยอมรับความจริงให้ได้ก่อน

ทีนี้ หากเราไม่ฟังเขา ไม่ใส่ใจ เขาไม่มีมาตรการอะไรที่จะลงโทษเรา มันเป็นเรื่องของตัวเราเองว่าเราต้องการให้ประเทศอื่นมองประเทศเราอย่างไร โลกจะมองเราอย่างไร