หน้าแรก การเมือง อนาคตใหม่ จี้...

อนาคตใหม่ จี้ ‘บิ๊กตู่’ ลาออก เพื่อความเท่าเทียม ลั่น พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ถ้ามีรบ.แห่งชาติ

8.02.19 | 19:29 น.

“อนาคตใหม่” แถลงจุดยืน เรียกร้อง “บิ๊กตู่” ลาออกนายกฯ-หัวหน้าคสช. ลั่น ถ้ามีรัฐบาลแห่งชาติ พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ย้ำ แคนดิเดตนายกฯทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียม ด้าน “ธนาธร” ระบุ ทูลกระหม่อมฯตอบรับแคนดิเดตนายกฯทษช. เป็นการเซตซีโร่การเมืองไทย – ไม่เชื่อ ประชาธิปไตยจะสร้างได้จากการเจรจาของชนชั้นนำ

เวลา 17.30 น.วันนี้ (8 ก.พ.) ที่พรรคอนาคตใหม่ ชั้น 7 อาคารไทยซัมมิท นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่(อนค.) และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ร่วมแถลงจุดยืนของพรรคอนาคตใหม่ต่อกรณีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช)และพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) โดยนายปิยบุตร กล่าวว่า จากกรณีที่พรรคพลังประชารัฐมีมติเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคไทยรักษาชาติมีมติเสนอทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ มหิดล ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่มีความเห็นต่อกรณีดังกล่าว ดังนี้

1. พรรคอนาคตใหม่ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ด้วยเหตุผล 2 ประการ

ประการแรก การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ของ พล.อ.ประยุทธ์ในขณะจัดการเลือกตั้งทั่วไปนั้น ไม่สามารถเทียบได้กับบรรทัดฐานสากลเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. ยังคงอนุญาตให้รัฐบาลมีอำนาจเต็ม ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการที่มีอำนาจจำกัด และหัวหน้า คสช. ยังมีอำนาจเผด็จการตามมาตรา 44 ด้วย

ประการที่สอง หัวหน้า คสช. มีอำนาจแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลงคะแนนให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีในรัฐสภาหลังการเลือกตั้งดังนั้น การดำรงตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้า คสช. ของ พล.อ. ประยุทธ์ พร้อมกับเป็นผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี จึงเป็นกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนและส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถดำเนินไปได้โดยเสรีและเป็นธรรม

Advertisement

2. ในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 24 มีนาคม 2562 พรรคอนาคตใหม่ยืนยันเสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่หนึ่งของพรรคอนาคตใหม่ เป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคอนาคตใหม่ยังยืนยันในข้อเสนอทางการเมือง 3 ข้อ ได้แก่ (1) หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. (2) แก้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ทั้งฉบับ และ (3) ลบล้างผลพวงรัฐประหาร

พรรคอนาคตใหม่เชื่อว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยและการบรรลุข้อเสนอทั้ง 3ข้อนั้น จะเป็นไปได้ก็ด้วยแนวทางที่มั่นคงในหลักการประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องถูกรวมเข้าไปในกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง ผลประโยชน์ของประชาชนจะต้องไม่ถูกลืม และสิทธิเสรีภาพของประชาชนต้องได้รับการค้ำประกัน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า การตกลงรอมชอมกันเองระหว่างชนชั้นนำไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้เลย

3. ผลพวงของการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ประการหนึ่ง คือ การปูทางไปสู่การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารผ่านรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่เปิดช่องทางให้พรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นนายกรัฐมนตรีได้ พรรคอนาคตใหม่เห็นว่า พรรคการเมืองที่ยืนหยัดกับหลักการประชาธิปไตยจะต้องยึดถือหลักการ “นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.” หลักการดังกล่าว คือ มรดกของเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เป็นผลพวงจากการต่อสู้ของประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยต่อระบอบ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ตามรัฐธรรมนูญ 2521 และ 2534 ที่ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นเพียง “เครื่องประดับ” และหลังเลือกตั้งกลับเชิญ “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับมีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ประกอบไปด้วยนายทหารและข้าราชการประจำ เราต้องแลกเลือดเนื้อชีวิตของประชาชนไปจำนวนมาก กว่าประเทศไทยจะสถาปนา หลักการ “นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.” ลงไปในรัฐธรรมนูญ 2540 ก่อนจะถูกฉีกโดยการรัฐประหาร 2549

4. พรรคอนาคตใหม่เรียกร้องให้การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องดำเนินไปอย่างเสรี เป็นธรรม และแข่งขันกันอย่างเสมอภาคเท่าเทียม บุคคล สื่อมวลชน ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และพรรคการเมืองทุกพรรคต้องมีเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเผชิญกับอุปสรรคขัดขวางในทางกฎหมายและในทางประเพณีค่านิยม เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นกระบวนการสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย

5. พรรคอนาคตใหม่มีความพร้อมกับการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ทั้งในด้านบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี บุคคลที่เหมาะสมเป็นรัฐมนตรี ผู้สมัคร ส.ส. ตลอดจนนโยบายของพรรคที่มุ่งแก้ไขปัญหาโครงสร้างทั้งระบบ เรายืนยันว่า หากพรรคอนาคตใหม่ได้เสียงข้างมากเพียงพอ พรรคอนาคตใหม่พร้อมเป็นรัฐบาล และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากเกิดกรณีจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ที่รวบรวมทุกพรรคการเมืองเข้าด้วยกัน พรรคอนาคตใหม่ก็พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงเพราะว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 106 บังคับให้ต้องมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาจำเป็นต้องมีฝ่ายค้านที่คอยตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลด้วย

“สุดท้ายพรรคอนาคตใหม่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปได้ เราเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องเลือกอยู่ระหว่างการเมืองแบบเผด็จการทหารกับการเมืองแบบเก่า แต่การเมืองแบบใหม่เป็นไปได้ การเมืองที่เป็นของคนทุกคน ไม่ใช่การตกลงเจรจาโดยผู้มีอำนาจไม่กี่คน เป็นไปได้ การเมืองที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน เป็นไปได้” นายปิยบุตรกล่าว

เมื่อถามว่า ในกรณีที่ ทษช.และ พปชร.ได้คะแนนเสียงสูสีกัน อนค.จะร่วมงานกับฝ่ายใด นายปิยบุตร กล่าวว่า เรายืนยันตามจุดยืน 3 ข้อหลัก คือ 1.ยุติการสืบทอดอำนาจของคสช. 2.แก้รัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ 3.ล้มล้างผลพวงของการทำรัฐประหารของคสช. เหล่านี้คือปัจจัยที่จะตัดสินใจว่าเราจะร่วมงานกับใครหรือไม่ เรายืนยันตามหลักการนี้ และจะเสนอชื่อ นายธนาธร เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ตอนนี้ผลการเลือกตั้งยังไม่ออก จึงยังไม่มีใครทราบ แต่เรามั่นใจว่าจะได้เสียงในสภา ด้วยจุดยืนที่มั่นคงในแนวทางประชาธิปไตยแบบนี้

เมื่อถามว่า การเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ มหิดล เป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคทษช. ถือเป็นการทำให้เกิดความไม่เสมอภาคในการแข่งขันหรือไม่ นายปิยบุตร กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้ต้องเป็นธรรม มีความเสมอภาคเท่าเทียม

“บุคคลใดที่เสนอตัวเข้ามาสู่แวดวงการเมืองแล้ว จะต้องถูกการอภิปรายโต้แย้งถกเถียง เป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นที่น่ายินดี ที่ทูลกระหม่อมฯ เขียนในอินสตราแกรม ว่าท่านไม่นิยมชมชอบในเรื่องระบบอภิสิทธิ์ แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทุกคน ต้องถูกอภิปรายหรือโต้แย้ง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพราะเข้าสู่การแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยแล้ว” นายปิยบุตร ระบุ

เมื่อถามต่อว่า อนค.มีจุดยืนอย่างไรกับพรรคการเมืองที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น ส.ส. นายปิยบุตร กล่าวว่า เรายืนยันตามหลักการ 3 ข้อ และเรายังขอยืนยันหลักการ นายกรัฐมนตรี ต้องมาจากส.ส. ขณะนี้ผลการเลือกตั้งยังไม่ออก เรายังมีเวลาอีกหลายวันที่จะรณรงค์แนวทางนี้

นักข่าวต่างประเทศถามว่า ข่าวแคนดิเดตนายกฯของทษช.เป็นข่าวใหญ่ไปทั้งโลก ทางอนค.มีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้ นายธนาธร กล่าวว่า ใครก็ตามที่ผ่านคุณสมบัติตามกฎหมาย เขาหรือเธอย่อมมีสิทธิเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เราไม่มีปัญหา และสิ่งที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการเมืองไทย

ผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามย้ำว่า ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า “คงต้องบอกว่า มันเปิดโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ของประชาชน”

เมื่อถามถึงความรู้สึกต่อ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ มหิดล ที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ทางอนค.มีจุดยืนอย่างไรต่อเรื่องนี้ นายธนาธร กล่าวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการเซตซีโร่ สีเสื้อทางการเมืองที่ผ่านมาในอดีตไม่สามารถใช้อธิบายความขัดแย้งในสังคมไทยได้อีก นี่คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกข้างทางการเมืองใหม่ และเป็นความแตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ เพราะการเลือกข้างทางการเมืองครั้งนี้มีพรรคอนาคตใหม่”

เมื่อถามต่อว่า พร้อมจะร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า ถ้าตัดชื่อพรรค ชื่อคนออกไป เอาจุดยืนทางการเมืองของพรรคเราเป็นตัวตั้ง ถ้าพรรคไหนเอาด้วย เราพร้อมร่วมงานด้วย

ขณะที่นายปิยบุตรกล่าวว่า มีผู้สมัครส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์หลายคนประกาศพร้อมร่วมรัฐบาลกับพปชร. ซึ่งชัดเจนว่าไม่ตรงกับแนวทางของอนค. ดังนั้น อย่ากังวลว่า ประชาธิปัตย์จะร่วมงานกับอนาคตใหม่หรือไม่ แต่ขอให้ไปกังวลว่า ประชาธิปัตย์จะร่วมมือกับพปชร. หรือไม่ดีกว่า

เมื่อถามว่าการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ ทษช. จะนำไปสู่การปรองดอง หรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า “อนค.ไม่เชื่อว่า ประชาธิปไตย จะสร้างขึ้นด้วยการเจรจาต่อรอง ระหว่างกลุ่มชนชั้นนำเพียงอย่างเดียว แต่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืนต้องมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างและออกแบบร่วมกัน ประวัติศาสตร์พิสูจน์หลายครั้งแล้วว่า ประชาธิปไตยที่สร้างโดยกลุ่มชนชั้นนำเจรจาต่อรองกันเองนั้น ไม่ยั่งยืน”

เมื่อถามต่อว่า แสดงว่ากระบวนการที่เกิดขึ้น เป็นการเจรจาผลประโยชน์ใช่หรือไม่ นายธนากร กล่าวว่า ตนไม่อาจทราบได้ว่ามีการเจรจาอะไรหรือไม่ แต่เรายืนยันว่า นับแต่มีการตั้งพรรคมา ทางอนค.เอง ไม่เคยมีการเจรจาต่อรองใดๆ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายทักษิณ ชินวัตร

เมื่อถามอีกว่า ชื่อแคนดิเดตนายกของ ทษช.จะทำให้กระบวนการหาเสียงอยู่ในความอึดอัดหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า สิ่งที่เราอยากเห็นคือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมทุกคน ทุกคนควรเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย และประชาชน

นายปิยบุตร กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือการนำการเมืองกลับสู่ความปกติอีกครั้ง หลังจากที่เราอยู่ในระบบพิเศษมานาน จึงอยากให้การรณรงค์การเลือกตั้งเป็นไปอย่างปกติ เหมือนกับนานาอารยประเทศ คือหาเสียงอย่างเต็มที่ไม่ว่าใครจะสนับสนุนขั้วไหน ให้เสรีและเป็นธรรม ให้การเลือกตั้งได้มาตรฐานในการเปลี่ยนผ่านกลับสู่ประชาธิปไตยได้ เป็นเรื่องปกติของการเลือกตั้ง สื่อมวลชนอย่าทำให้เป็นเรื่องไม่ปกติ ยิ่งคำถามเหล่านี้เกิดขึ้นมากเท่าไร ความผิดปกติก็เกิดขึ้นมากเท่านั้น

เมื่อถามว่า แปลกใจหรือผิดหวังหรือไม่ ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา สื่อไทยทราบกระแสข่าว แต่ไม่สามารถนำเสนอข่าวที่ระบุชื่อตรงๆได้ แต่สื่อต่างชาติเสนอข่าวไปแล้ว นายปิยบุตร กล่าวว่า ไม่เป็นไร สื่อไทยกำลังเริ่มปรับตัว อย่างไรก็ตาม ต้องพยายามทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นปกติ โดยยึดมาตรฐานเดียวกัน ทุกคนเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน

เมื่อถามว่า มีพรรคใดทาบทามให้พรรคอนาคตใหม่ร่วมรัฐบาลแล้วหรือยัง นายปิยบุตรกล่าวว่า การเลือกตั้งจะส่งผลว่าประชาชนคือผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริง จะต้องเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เกิดหลังจากการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลแล้ว เราไม่ควรเจรจาจัดตั้งรัฐบาลก่อน นั่นหมายถึงกำลังดูถูกประชาชน ต้องเลือกตั้งให้เสร็จก่อน และผลเลือกตั้งจะเป็นตัวบอก

ด้านนายธนาธรกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นใน 2-3 วันที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนสมการการเมืองไปทั้งหมด แต่เรามั่นใจว่าพรรคอนาคตใหม่จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล