นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาควบคุมอำนาจและบริหารประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา หนึ่งในกระบวนการที่ คสช.ดำเนินการควบคู่ไปกับโรดแมปการปฏิรูปประเทศเพื่อคืนความสุขให้กับประชาชน นั่นคือ การปรับทัศนคติ บุคคลที่มีพฤติกรรมที่ส่อจะทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้นในสังคม
วิธีการที่ คสช. เรียกบุคคลเพื่อเชิญไปปรับทัศนคตินั้นก็มีทั้งการส่งจดหมายเชิญตัว โทรศัพท์เพื่อเชิญตัวไปเพื่อดื่มกาแฟ ทานข้าวร่วมกัน ต่อมาเปลี่ยนเป็นการโทรศัพท์เข้าที่บ้านพัก หรือโทรศัพท์มือถือ ไปรับตัวที่บ้าน และเปลี่ยนเป็นการไปรับที่บ้านโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ไม่เปิดเผยสถานที่การควบคุม จนถึงวิธีการล่าสุด คือ การโทรศัพท์ติดต่อถึงพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ วัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ เพื่อขอนิมนต์ถวายภัตตาหารเพลในวันที่ 14 พฤษภาคม พร้อมจะพูดคุยเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของพระมหาไพรวัลย์ด้วย
โดยกลุ่มบุคคลที่ถูก คสช. มักเรียกไปปรับทัศนคติ จะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลักๆ คือ นักการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพรรคเพื่อไทยที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและ คสช. แกนนำมวลชนทั้งจากแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) สื่อมวลชนที่แสดงความคิดเห็นสวนทางกับรัฐบาลและ คสช.นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่แสดงสัญลักษณ์ที่ คสช.ตีความว่าเป็นการต่อต้าน ปลุกระดมให้เกิดความไม่สงบ
ส่วนการกระทำก่อนถูกเรียกปรับทัศนคติของบุคคลนั้น ก็มีหลายรูปแบบ ทั้งการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน แต่ที่เริ่มเป็นประเด็นร้อน นั่นคือการโพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี วิจารณ์การบริหารประเทศ และนโยบายของรัฐบาล คสช. จนเป็นเหตุให้นักการเมืองหลายคนถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ
สำหรับสถานที่ที่เคยเป็นที่พักของผู้ที่ถูกเชิญมาพูดคุยเพื่อปรับทัศนคตินั้นจะเป็นหน่วยทหารที่ตั้งอยู่ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ได้แก่ มณฑลทหารบกที่ 11 จ.กรุงเทพฯ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ จ.กรุงเทพฯ กองทัพภาคที่ 1 จ.กรุงเทพฯ กองพลทหารราบที่ 9 ค่าย
สุรสีห์ จ.กาญจนบุรี มณฑลทหารบกที่ 38 ค่ายสุริยพงษ์ จ.น่าน มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่ มณฑลทหารบกที่ 27 ค่ายประเสริฐสงคราม จ.ร้อยเอ็ด
มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ศูนย์ต่อสู้ป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบกที่ 1 จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร จ.สระบุรี กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ จ.ชลบุรี มณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร จ.ขอนแก่น และ มณฑลทหารบกที่ 14 ค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี
โดยขั้นตอนเมื่อบุคคลที่ถูกเชิญไปปรับทัศนคติ คสช.จะมีหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุว่า ตามที่ระบุไว้ในประกาศของ คสช. เหตุผลของการที่เรียกบุคคลมารายงานตัว คือ เพื่อให้การรักษาความสงบและการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยบุคคลที่มารายงานตัวจะต้องถูกปรับทัศนคติให้สอดคล้องกับทัศนคติของ คสช. หากไม่สามารถเห็นตรงกันได้ภายในวันแรก เจ้าหน้าที่ทหารก็อาจกักตัวบุคคลนั้นไว้ต่ออีกไม่เกิน 7 วัน โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกมาตรา 15 ทวิ โดยไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหาหรือเหตุผลในการกักตัว และไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว
และเมื่อครบ 7 วัน หรือหากฝ่ายทหารพอใจแล้ว ผู้ถูกเรียกตัวทุกคนต้องเซ็นเอกสารแสดงความยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อนจะได้รับการปล่อยตัวจริงๆ โดยแบบฟอร์มจะมีข้อความว่า ข้าพเจ้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มิได้ถูกทำร้าย หรือมิได้ถูกใช้กำลังบังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือทรมาน ให้คำสัญญา หรือกระทำโดยมิชอบด้วยประการใดๆ และทรัพย์สินต่างๆ ที่ข้าพเจ้าได้นำติดตัวมาในระหว่างถูกกักตัวไว้นั้น ข้าพเจ้าได้รับคืนครบถ้วนทั้งหมดแล้ว
นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขที่ต้องยินยอมเพื่อแลกกับการได้รับอิสรภาพคืนอีก 3 ประการคือ 1.จะไม่เดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับการอนุมัติจากหัวหน้า คสช. 2.จะละเว้นการเคลื่อนไหวหรือประชุมทางการเมือง ณ ที่ใดใด และ 3.หากฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าวหรือช่วยเหลือสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง ยินยอมที่จะถูกดำเนินคดีทันทีและยินยอมให้ระงับธุรกรรมทางการเงิน
ขณะที่บุคคลที่ถูกเรียกไปปรับทัศนคติ ตั้งแต่โทรศัพท์ไปพูดคุย เชิญจิบกาแฟยามบ่าย จนถึงขั้นเข้าพักค้างแรมในค่ายทหาร ก็มีทั้ง นายสิงห์ทอง บัวชุม คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะ 2 รายหลัง พิชัย กับ วัฒนา ถูกเชิญไปปรับทัศนคติแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง
ส่วนกลุ่มนักศึกษาหน้าเดิม ขาประจำ คงไม่พ้น จ่านิว นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และแกนนำกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ที่เข้า-ออก สถานีตำรวจอยู่บ่อยครั้ง
โดยเหตุผลของการเชิญบุคคลมาปรับทัศนคตินั้น พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อธิบายว่า คสช.มั่นใจว่าคนทั่วไปส่วนใหญ่ยังคงมีเสรีภาพในทุกด้าน และไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ถ้าการแสดงออกอยู่ภายใต้กรอบกติกา โดยต้องไม่ไปละเมิดหรือหมิ่นประมาทบุคคลหรือองค์กรอื่นใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงออกที่ไม่ระมัดระวังจนเคยพัฒนานำไปสู่การสร้างความขัดแย้งของสังคม ส่วนการดำเนินการต่อผู้ฝ่าฝืนผิดเงื่อนไขนั้น ทางเจ้าหน้าที่ยังคงใช้กรอบแนวทางเดิม ไม่ใช่ดำเนินการต่อเฉพาะบางกลุ่ม บางพรรคพวก หรือบางอาชีพ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่ที่พฤติกรรมของแต่ละบุคคลนั้นๆ โดยแนวทางปฏิบัติเริ่มจากการสร้างความเข้าใจและการขอความร่วมมือเป็นหลักเหมือนเดิม แต่ถ้าไม่เป็นผล ก็อาจจำเป็นต้องเพิ่มระดับตามขั้นตอนของกฎหมาย
ขอให้เข้าใจว่ามีเหตุผลไม่กี่ประการ ที่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเชิญบางท่านมาพูดคุย เช่น ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่เคยขอความร่วมมือไว้ อีกทั้งยังคงดำเนินการซ้ำๆ โดยเฉพาะต่อบางบุคคลเท่านั้นที่มีการเสนอข้อมูลความคิดเห็นในลักษณะเชิงพาดพิงกล่าวหาบุคคลหรือองค์กรในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง และพิสูจน์ไม่ได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นหรือการทำให้บุคคลหรือสังคมเข้าใจผิดได้ พ.อ.วินธัยชี้แจง
การปรับทัศนคตินับจากนี้ไปจะมีรูปแบบอะไรที่แปลกใหม่มาอีกหรือไม่
คงต้องติดตาม…

