คณะทำงานป.ป.ช.ไม่หนักใจ โยน”บิ๊กกุ้ย”ร่วมลงมติหรือไม่
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานพิจารณาถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 กล่าวถึงความคืบหน้าว่า การจะยื่นขอถอนฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งคณะทำงานได้ประชุมพิจารณาไปแล้วครั้งหนึ่ง และสัปดาห์หน้าจะได้ประชุมครั้งสุดท้าย ในวันอังคารที่ 17 พฤษภาคมนี้ และเมื่อได้ข้อสรุปจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม แต่อาจจะกระชั้นชิดเกินไป เกรงว่าจะไม่รอบด้าน ก็อาจเลื่อนเสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมออกไปเป็นวันอังคารที่ 24 พฤษภาคมแทน อย่างไรก็ตาม จากการที่คณะทำงานพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวแล้ว พบว่าไม่ยาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่แล้ว เพียงแต่ข้อกฎหมายอาจจะยากเล็กน้อย ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.อาจมีมติเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรายงานสรุปของคณะทำงานก็ได้ อย่างไรก็ตาม กรอบเวลาทำงานของเราจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เรื่องคงจะกระจ่างว่า ป.ป.ช.จะถอนฟ้องหรือไม่
เมื่อถามว่า มีปัจจัยใดที่จะพิจารณาถอนฟ้องหรือไม่ นายสรรเสริญกล่าวว่า แม้ ป.ป.ช.ไม่ได้มีระเบียบหรือหลักเกณฑ์เรื่องนี้โดยตรง แต่ทางปฏิบัติจริงๆ คงต้องไปดูว่า เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือไม่ จำเลยคดีดังกล่าวมีพยานหลักฐานใหม่ และถ้าจะดำเนินคดีแล้วไม่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีไม่ว่าฝ่ายใดก็แล้วแต่ ล้วนเป็นปัจจัยที่จะเอา มาพิจารณา ทั้งนี้ หากพิจารณาแล้วว่าพยานหลักฐานใหม่ของจำเลยที่ยื่นขอความเป็นธรรมนั้น ไม่เกี่ยวกับสาธารณะ มันก็ไม่เข้าเงื่อนไข จึงต้องพิจารณาปัจจัยหลายตัวประกอบกัน
เมื่อถามอีกว่าคณะทำงานได้หารือกรณี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. อาจมีส่วนได้ส่วนเสียในการพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ เนื่องจากเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ที่เป็นจำเลย นายสรรเสริญกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าประธาน ป.ป.ช.เห็นว่าตัวเองเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก็ไม่เข้าร่วมประชุมเพื่อวินิจฉัยคดีนี้ก็ได้ เป็นสิทธิส่วนตัวของประธาน ป.ป.ช.จะพิจารณา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว โดยยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และศาลฎีกาฯ ได้ประทับรับฟ้องเป็นคดีนี้ รวมทั้งได้เริ่มไต่สวนคดีนี้แล้วด้วย
ส่วนสาเหตุที่มีการนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ป.ป.ช. เนื่องจากจำเลย 3 รายในคดีนี้ คือ นายสมชาย พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ ป.ป.ช. โดยในหนังสือขอความเป็นธรรมอ้างถึงเหตุผลของอัยการที่ไม่ฟ้องคดีนี้ (คดีนี้ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องเอง) และยังอ้างถึงคดีสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องในคดีที่กล่าวหาว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สั่งให้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก นำมาเทียบเคียง ทั้งนี้ที่ประชุม ป.ป.ช.ได้นำเรื่องที่จำเลยในคดีสลายม็อบพันธมิตรฯ ขอความเป็นธรรมเข้าพิจารณาเป็นวาระจรเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.เป็นประธานในที่ประชุม พร้อมกับตั้งคณะทำงานพิจารณาถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยมีนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นหัวหน้าคณะทำงานฯ

