หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการต่อกระแสข่าว การปลอมแปลงเอกสาร ราชกิจจานุเบกษา คำสั่งหัวหน้า คสช.ให้ผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพพ้นจากตำแหน่ง รวมทั้งกระแสข่าวการรัฐประหารซ้อน
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย
รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช
จ ริงๆ แล้วเรื่องของข่าวลือ หรือข่าวปลอยทางการเมือง เราจะพบได้ทุกครั้งเมื่อมีสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่นิ่ง ดังนั้นการปล่อยข่าวต่างๆ เป็นลักษณะของการหวังผลในเชิงจิตวิทยาและในสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่งก็เป็นเรื่องปกติ ฉะนั้นสิ่งสำคัญคงไม่ได้อยู่ที่ว่าเนื้อหาข่าวนั้นจะเป็นจริงหรือไม่จริงอย่างไร แต่ ณ วันนี้ความชัดเจนในประเด็นต่างๆ จากบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจะต้องทำให้ชัดมากกว่า และบรรดาข่าวเหล่านี้ก็จะหายไปเองโดยธรรมชาติ แต่ถ้าความชัดเจนไม่เกิดขึ้น โอกาสที่จะทำให้เกิดข่าวปล่อยเช่นนี้มีเป็นระยะๆ และภายใต้สภาวะของความไม่ชัดเจนตรงนี้ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางการเมือง หรือเสถียรภาพทางการเมืองที่จะตามมาด้วย
ผมคิดว่าการรัฐประหารนั้นเกี่ยวกับระบอบอย่างหนึ่งของการเมืองไทย เพราะโดยโครงสร้างการจัดองค์กรของกองทัพก็ดี เรื่องระบบอาวุโสในกองทัพก็ดี หรือเรื่องของกระบวนการที่สังคมอาจจะยังขาดการที่จะถ่วงดุลกับกองทัพได้ เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้การรัฐประหารมีโอกาสที่จะเกิดได้อยู่ตลอด
ที่สำคัญคือกระบวนการในระบอบประชาธิปไตยไทย เรายังไม่มีประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น ดังนั้น การพัฒนาประชาธิปไตยก็ยังไม่เกิดขึ้นอย่างฝังรากลึกในสังคม ทำให้โอกาสที่จะทำให้ทางออกของสังคมเวลาเกิดปัญหาแล้วโดนคลี่คลายด้วยวิธีการแบบประชาธิปไตยนั้นก็มีอยู่ เพียงแต่โอกาสที่จะคลี่คลายโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นประชาธิปไตยนั้นก็ยังมีโอกาสเป็นไปได้ด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยปัจจัยเหล่านี้ที่ทำให้การรัฐประหารในสังคมไทยนั้นสามารถจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ส่วนหนึ่งก็สะท้อนความเปราะบางของรัฐบาล แต่โดยภาพใหญ่สะท้อนให้เห็นถึงการที่ประชาธิปไตยไทยยังไม่พัฒนาอย่างก้าวหน้า จึงทำให้มีข่าวเหล่านี้ออกมา ทุกครั้งที่มีประเด็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองหรือว่ามีประเด็นในเรื่องของความไม่ชัดเจนทางการเมือง ก็จะมีเรื่องการรัฐประหารออกมาทุกครั้ง เพราะฉะนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาประชาธิปไตยไทยในการที่จะสร้างให้ประชาธิปไตยมั่นคงแข็งแรงนั้นยังไม่เกิดขึ้น จึงเกิดข่าวอย่างนี้แล้วคนในสังคมก็ให้น้ำหนักด้วยกับข่าวนี้เพราะเชื่อว่ามีโอกาส
จะเกิดขึ้นได้ เเละแน่นอนว่ายังสะท้อนให้เห็นถึงความที่บ้านยังเมืองไม่มีหนทางชัดเจนแน่นอนกับเรื่องการเดินหน้าทางการเมือง และการเลือกตั้ง
ที่คิดว่าเกิดข่าวปฏิวัติขึ้นเพราะว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและยังอยู่ภายใต้สภาวะที่ คสช.ยังมีอำนาจในการควบคุมการบริหารบ้านเมืองอยู่ กระบวนการในการที่จะเปลี่ยนแปลงตรงนี้ก็ต้องถูกเปลี่ยนแปลงโดยอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน เเละส่วนหนึ่งคือคนไทยคงวิตกกังวลเหมือนกันว่าการรัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ การเลือกตั้งจะเดินหน้าได้หรือเปล่า แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นตื่นตระหนกหากเกิดการรัฐประหารเพราะสังคมคุ้นชินกับเรื่องการรัฐประหารและหลายคนก็มีความคาดหมายว่ามีโอกาสที่จะเกิดรัฐประหารได้ ดังนั้นก็ไม่น่าจะสร้างความตื่นตระหนกได้มากมายนัก
ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข่ าวลือเรื่องการปฏิวัติซ้อนเป็นผลพวงจากสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนคาดคะเนไปต่างๆ นานา ส่วนโอกาสที่จะเกิดปฏิวัติซ้อนนั้นผมหวังว่าคงจะไม่เป็นจริง เพราะถ้าเกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง ประเทศไทยจะเผชิญปัญหาใหญ่ เนื่องจากจะมีแรงกดดันจากต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งปัจจุบันเป็นปีที่ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียน หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นจะมีผลกระทบต่อตำแหน่งของประเทศไทยในเวทีอาเซียน รวมถึงจะมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือของประเทศได้
โดยภาพรวมคือถ้าเกิดรัฐประหารอีกครั้งจะเป็นผลร้ายต่อประเทศไทยมาก จะเป็นเหมือนการเผาประเทศไทยและจะมีผลลบทางเศรษฐกิจอย่างมาก
ทั้งหมดนี้อธิบายได้ว่าโอกาสที่จะเกิดการปฏิวัติซ้อนนั้นเป็นไปได้น้อยมาก อย่างไรก็ตามข่าวลือที่เกิดขึ้นมันก็สะท้อนเรื่องของการเมืองไทยที่ไม่มีความชัดเจน อย่างการเลือกตั้งที่จะเกิดในวันที่ 24 มีนาคมนี้ เหลือระยะเวลาอีกไม่นานนั้น ตั้งเเต่ก่อนหน้านี้ก็มีคำถามที่คล้ายกันมาตลอดว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ ปรากฏการณ์แบบนี้แทบไม่เคยจะเกิดขึ้นในการเมืองไทย เพราะเมื่อใกล้การเลือกตั้งทุกฝ่ายจะเชื่อมั่นว่าอย่างไรก็จะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนความมั่นคงทางการเมือง สะท้อนปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองไทย ที่ทำให้คนบางส่วนเชื่อไปกับข่าวลือว่ารัฐประหารกำลังจะเกิดขึ้น
ทั้งนี้กระแสข่าวลือจะเป็นข่าวลือตราบเท่าที่ประเทศยังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง วันนี้ต้องยอมรับให้การเลือกตั้งเป็น
เครื่องมือหลักที่จะตัดสินอนาคตของประเทศไทย เพราะถ้าไปใช้วิธีอื่นจะส่งผลลบมากกว่า เพราะการเลือกตั้งจะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต และรัฐประหารไม่ใช่ทางออกของประเทศ
ผศ.ดร.ยอดพล เทพสิทธา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ก ารรัฐประหารที่ผ่านมาก็มีหลายรูปแบบ จากประสบการณ์ร่วมกันของคนวัย 30 ขึ้นไปจะเป็นประสบการณ์ของการเอารถถังออกมา เป็นการใช้กำลังทหาร แต่ก่อนหน้านั้นก็ยังมีรูปแบบการรัฐประหารทางทีวี หรือรัฐประหารเงียบ เป็นการรัฐประหารตัวเอง แต่สถานการณ์ปัจจุบันนั้นต้องถามกลับไปว่าหากจะรัฐประหารซ้อนจะทำไปเพื่ออะไร ที่สำคัญคือรัฐประหารแล้วอำนาจจะไปอยู่ที่ใคร แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ต้องทำหลังการรัฐประหารคือการฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วใช้ประกาศคณะรัฐประหารแทน สถานการณ์วันนี้ไม่แน่ใจว่าจะทำไปเพื่ออะไร ยังหาเหตุผลการปฏิวัติไม่ได้
ดังนั้นในมุมมองของผมโอกาสที่จะมีการรัฐประหารไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก เว้นแต่ในกรณีเดียวคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเเละหัวหน้า คสช.จะทำเอง แต่ก็ยังไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ก็มี ม.44 อยู่ ดังนั้นโอกาสที่จะมีการรัฐประหารมีน้อย เเต่โอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์จะใช้อำนาจตาม ม.44 หรืออำนาจที่ได้มาจากการรัฐประหารมีสูง
สำหรับข่าวลือที่เกิดขึ้น สะท้อนว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ค่อนข้างเปราะบาง เราอ่อนไหวง่ายกับข่าวพวกนี้ โดยเฉพาะช่วงใกล้เลือกตั้ง ผมมองว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วผู้นำที่มาจากการรัฐประหารจะลงเลือกตั้งก็มักจะมีข่าวลือแบบนี้เกิดขึ้น มันแสดงให้เห็นถึงความไม่เสถียรและความไม่มั่นใจในตัวเองว่าจะสามารถกุมอำนาจทางการเมืองได้อีก ดังนั้นวิธีการคือใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ หรือระบอบที่เหมือนจะเป็นประชาธิปไตยแต่ไม่ใช่ประชาธิปไตย
อย่าง กลไกการได้มาของ ส.ว. 250 คน บวกกับเสียงที่เขาต้องการอีก 126 เสียงก็เพียงพอที่จะเลือกนายกรัฐมนตรี แบบนี้เป็นกลไกซ้อนกันของการสืบทอดอำนาจของการรัฐประหาร ไม่ใช่ประชาธิปไตย

