หากนับจากสถานการณ์เมื่อคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ การออกมาไม่ ว่าของ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ไม่ว่าของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ถือว่ารวดเร็ว
เห็นได้จากการเดินทางไปไหว้พระที่วัดสำคัญแห่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เห็นได้จากการโพสต์ผ่านทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค
เมื่อประสานกับการออกโรงของ นายสุธรรม แสงประทุม อีกคนหนึ่ง
จึงไม่แปลกที่ในตอนสายของวันที่ 12 กุมภาพันธ์ บรรดาคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติก็เริ่มประชุมเพื่อรับมือกับผลสะเทือนของสถานการณ์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์
เป็น 4 วันที่ลุกขึ้นแล้วเดินหน้าแสดง”บทบาท”
ประเด็นที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง มีบทบาทเป็นอย่างสูงในฐานะ รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่ยืนหยัดกระทั่งวันสุดท้ายของ พรรคไทยรักไทยในเดือนพฤษภาคม 2550
การยุบพรรคมิใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ
หากคสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 การยุบพรรคไทยรักษา ชาติก็อาจไม่ยากเย็นอะไร เหมือนกับที่กสทช.จัด”จอดำ”ให้กับ วอยซ์ทีวี
ตรงกันข้าม มีมาตรา 32 ของพรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ให้การคุ้มครองอยู่
ตรงกันข้าม มีมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ให้การคุ้มครองอยู่
หากศึกษาจากกระบวนการยุบพรรคไทยรักไทยจากเดือนกัน ยายน 2549 ก็ดำเนินการมาจนถึงเดือนธันวาคม 2550 จึงสามารถมีคำสั่งยุบพรรค
เป็นคำสั่งยุบพรรคโดยคณะ”ตุลาการรัฐธรรมนูญ” มิใช่โดยคำวินิจฉัยของ ตุลาการ”ศาลรัฐธรรมนูญ”
อย่างน้อยก็ยาวนานร่วมปี
แม้จะมีการตั้งธงในเรื่อง”ยุบพรรค”ต่อพรรคไทยรักษาชาติก็เป็น การตั้งธงจาก “ภายนอก” แต่กล่าวสำหรับคณะกรรมการการเลือก ตั้งยังเสมอเป็นเพียงการพิจารณา
เป็นการพิจารณาโดยที่ยังไม่มี “มติ” ออกมา
จึงถูกต้องแล้วที่คณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติจะ ต้องเดินหน้า”หาเสียง”ต่อไป

