หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการและนักการเมือง ต่อกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมาระบุว่า “ขอให้เข้าใจว่า กรธ. 21 คน คิดได้แบบนี้อาจจะต่างจากคน 200 คนคิด แต่ว่าวันนี้แก้อะไรไม่ได้แล้ว คงต้องเดินหน้ากันต่อไป เพื่อทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ถ้ามันบกพร่องอะไรวันข้างหน้าก็คงไปแก้ไขกันเอง?
จาตุรนต์ ฉายแสง
แกนนำพรรคเพื่อไทย
ส่วนตัวผมเชื่อว่าน่าส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.อย่างมาก เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับอย่างเปิดเผยว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีปัญหา ทั้งๆ ที่เพิ่งมีการพิจารณาอย่างละเอียดโดย กรธ.การบอกให้รับไปก่อนแล้วแก้ที่หลัง มันเป็นคำพูดที่คนคุ้นเคยและเข็ดแล้ว รวมถึงถ้าเปรียบเทียบร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.จะพบว่า ร่างของ กรธ.แก้ยากมากกว่าร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 แบบเทียบกันไม่ได้เลย โดยร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้แก้โดยที่ประชุมรัฐสภาใช้เสียงข้างมาก ส่วนเรื่องสำคัญให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ก็ถูกระงับยับยั้งไว้ด้วยข้ออ้างที่ว่าจะเป็นการล้มล้างการปกครอง หรือได้อำนาจมาโดยไม่เป็นไปวิถีทางประชาธิปไตย
ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.จำนวน 1 ใน 3 โดยที่ ส.ว.ก็มาจาก คสช.และยังต้องการเสียงจากพรรคการเมืองที่ไม่ร่วมรัฐบาลหรือไม่มีตำแหน่งประธานสภา คือ พรรคฝ่ายค้าน ถึงร้อยละ 20 ของพรรคการเมืองเหล่านี้รวมกัน ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าพรรคการเมืองเหล่านี้มีเสียงเป็นเอกฉันท์ ก็ไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ นอกจากนั้น ถ้าจะแก้เรื่องสำคัญๆ ยังต้องถูกโยงไปทำประชามติ หรืออาจถูกส่งตีความที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อีก ดังนั้นจะเห็นว่าร่างของ กรธ.นี้แก้ยากมาก อย่างที่หลายๆ คนบอกว่า เหมือนกับจะแก้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการที่นายมีชัยมาพูดอย่างนี้ ทำให้คนรู้สึกว่า กำลังขอให้ช่วยกันผ่านไปก่อน แล้วไปตายเอาดาบหน้า ทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่เห็นว่า การแก้ไขในวันข้างหน้าแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว
องอาจ คล้ามไพบูลย์
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ผมคิดว่านายมีชัยคงทราบดีว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ตัวเอง และ กรธ.ร่างขึ้นมีเนื้อหาที่ควรแก้ไขอยู่มากพอสมควร ดังนั้นจึงขอให้รับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ไขทีหลัง เพื่อหวังจะโน้มน้าวให้ประชาชนส่วนหนึ่งที่เห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อเสียมากกว่าข้อดี และอาจจะตัดสินใจไม่รับในการออกเสียงประชามติ เปลี่ยนใจเป็นรับร่างรัฐธรรมนูญแทน แต่ในความเป็นจริงเมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระในบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วพบว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทำได้ยากมาก หรือแทบจะทำไม่ได้เลยด้วยสาเหตุต่างๆ ดังนี้
ประการแรก การที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียงข้างน้อยจากพรรคการเมือง ที่มี ส.ส. ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์มามีส่วนกำหนดทิศทางแทนเสียงข้างมากในรัฐสภา
ประการที่สอง จะต้องมี ส.ว. ถึง 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว. ทั้งหมดสนับสนุนถึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เมื่อ ส.ว. มีที่มาจากที่เดียวกัน โดยที่กระบวนเลือก ส.ว.ขั้นตอนสุดท้ายนั้นต้องผ่านความเห็นชอบจาก คสช. ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำได้หรือไม่ เพราะองค์ประกอบที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ส่วนหนึ่ง อยู่ในมือของ ส.ว.ที่ คสช.เลือกมา
ประการที่สาม ส.ว.จะมีอายุยาวนาน ถึง 5 ปี แล้วถ้า ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรีได้ จะทำให้มีส่วนตั้งรัฐบาลได้หลายครั้ง เพราะฉะนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงแทบทำไม่ได้เลย นอกเสียจาก ส.ว. และรัฐบาลจะสมประโยชน์กัน
ทั้งหมดนี้ จึงจะเห็นได้ชัดเจนว่า เหตุผลและสาเหตุต่างๆ เหล่านี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่นายมีชัยบอกว่าให้รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง จึงแทบทำไม่ได้เลย แม้ว่าโดยหลักการแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญควรทำได้ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ไขไม่ได้ หรือ แก้ยากเกินไป
ดังนั้นการที่จะทำตามข้อเสนอของนายมีชัยได้นั้น จะต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย และมากกว่าการที่จะมาบอกว่า ให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อนแล้วแก้ไขกันทีหลังนั่นเอง
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา
ส่วนตัวคิดว่า ทางคุณมีชัยคงเห็นจุดอ่อนหลายประการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ก็เห็นอีกเช่นเดียวกันว่าไม่อยากให้จุดอ่อนดังกล่าวนั้นเป็นประเด็นสาธารณะ เพราะหากเป็นประเด็นสาธารณะอาจนำไปสู่การลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญได้ คุณมีชัยเลยอยากให้ไปแก้ทีหลัง ซึ่งส่วนนี้แสดงให้เห็นว่าคุณมีชัยก็อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง แต่ปัญหาคือการนำไปสู่การเลือกตั้งนี้อาจเป็นชนวนเหตุของการนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองตามมาได้ เพราะรัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ง่ายๆ ตามหลักการแล้ว กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด การแก้ไขแต่ละครั้งต้องผ่านรัฐสภา ผ่านการตรวจสอบที่ยาวนานพอสมควร ซึ่งหากแก้ไขไม่ได้จริงๆ ประชาชนก็จะออกมากดดันอีก ทั้งนี้เพราะกระบวนการแก้ไขนั้นยากมาก ปัญหาก็จะตามมา
ที่จริงหากทาง กรธ. อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านอย่างสวยงามที่สุด ก็ต้องเปิดเวทีให้ประชาชนคนทั่วไปได้วิพากษ์วิจารณ์ร่างฯดังกล่าว ให้ได้เห็นข้อแตกต่าง ให้คนได้พูดคุยกันให้มากขึ้น ไม่ใช่มัดมือให้ทางรัฐบาลและ กรธ. พูดแต่ฝ่ายเดียว พอมีคนเห็นจุดต่างก็บอกให้เก็บไว้ก่อน จะเป็นการเก็บปัญหา
เมื่อตอนรัฐธรรมนูญปี 2550 เราก็ทำแบบนี้ คือให้ผ่านไปก่อน แต่พอจะถึงเวลาแก้ ก็แก้ยากมากๆ จนในที่สุดก็เกิดเป็นปัญหาทำให้รัฐธรรมนูญหมดความชอบธรรมไปโดยปริยาย เพราะเป็นรัฐธรรมนูญให้สัญญาประชาชนแต่ไม่ทำจริง จนประชาชนไม่เชื่อถือ ทางที่ดีคือต้องไม่แก้ไขเอาทีหลัง จำเป็นอย่างมากที่จะต้องพูดคุย หาข้อตกลงเห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่าย เพราะรัฐธรรมนูญต้องเป็นสถาบันทางการเมืองที่เป็นเสาหลัก เป็นกติกาของประเทศ จะมาบอกให้แก้ง่ายๆ ไม่ได้
ที่คุณมีชัยบอกให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วแก้ทีหลัง ก็ไม่ถึงกับเป็นความมักง่ายอะไร น่าแปลกที่คุณมีชัยนั้นเขาเข้าใจหลักการของกฎหมายสูงสุดมากที่สุด แต่กลับพูดอย่างนี้ พูดว่าให้รับไปก่อนมาแก้ทีหลัง เป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจเลย รัฐธรรมนูญเป็นสถาบันทางการเมือง ต้องทำให้เป็นกติกาหลักที่คนรับรู้และจัดการปกครองสังคมต่อไป จะมาบอกให้แก้ง่ายๆ ไม่ได้หรอก
เกษม เพ็ญภินันท์
อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว พูดอย่างนี้เป็นมุขเดิมเหมือนปี 2550 ตอนรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็บอกว่ารับไปก่อนแล้วแก้ทีหลัง ประเด็นอยู่ที่ว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญไม่ใช่เรื่องที่จะรับไปก่อน ต้องพิจารณาความสำคัญ
1.เรื่องหลักการ คือ รากฐานการวางความสัมพันธ์ทางอำนาจ เรื่องสถาบันทางการเมือง กระบวนการต่างๆ ทางการเมือง การได้มาซึ่งอำนาจ การเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง การสืบทอดตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องหลักการทั่วไป ถ้าในเรื่องหลักการเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ก็ไม่สามารถรับรัฐธรรมนูญได้ ไม่ใช่เรารับเพื่อแก้ เราต้องให้หลักการเหล่านั้นคุ้มครองและปกป้องเรื่องที่เป็นคุณค่าพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยมากที่สุดคือเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ดุลยภาพทางอำนาจที่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเรื่องพวกนี้ไม่ผ่านก็คือไม่ผ่าน ไม่ใช่รับก่อนแล้วมาแก้
2.การพยายามบอกว่าให้รับไปก่อน เป็นการมักง่าย เพราะว่าโครงสร้างรัฐธรรมนูญหรือในรายละเอียดรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เอื้อให้แก้ได้ง่าย เพราะไม่ใช่แค่ในแง่ตัวระเบียบปฏิบัติในกระบวนการแก้ นี่ยังไม่นับบทเฉพาะกาล ยังไม่นับในแง่กระบวนการภายใต้การควบคุมและกำกับขององค์กรอิสระต่างๆ ที่ไม่เอื้อต่อการแก้ การแก้ไม่ได้ทำได้ง่าย ฉะนั้นบอกว่ารับไปแก้นั้นไม่ใช่ทางออก
3.ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน การรอมีรัฐธรรมนูญที่เป็นธรรม เป็นประชาธิปไตย ยังดีกว่าการมีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญที่สร้างความไม่เป็นธรรมหรือนำไปสู่ความขัดแย้ง ในรอบนี้แน่นอนว่า ให้ทุกคนอย่ารีบด่วนว่าเราจำเป็นจะต้องมีรัฐธรรมนูญ แต่เราจำเป็นจะต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่า เรื่องหลักการพื้นฐานสำคัญกว่าการมีรัฐธรรมนูญ หมายความว่าเรามีหลักการพื้นฐานที่เป็นประชาธิปไตยเพื่อนำไปสู่ความเป็นธรรม ลดความขัดแย้ง คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ รวมไปถึงความเป็นธรรมในเรื่องของการจัดสรรความสัมพันธ์ทางอำนาจ คือเรื่องใหญ่ที่สุด ถ้าเราไม่มีรัฐธรรมนูญที่สามารถทำในสิ่งเหล่านี้ได้ อย่าเพิ่งรีบรับ
บทเรียนที่เราได้จากปี 2550 ก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้นเป็นปัญหา กับดักรัฐธรรมนูญปี 2550 และบทเรียนที่เราได้ คือ การแก้ไขเป็นปัญหา เรารู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นมีจุดอ่อนข้อด้อย แต่ตอนนั้นมีการบอกว่า การมีรัฐธรรมนูญนำไปสู่การเลือกตั้งได้เร็ว ดูเหมือนทุกคนจะคล้อยตาม แต่ในท้ายที่สุดก็นำไปสู่ปัญหาใหม่ ส่วนร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ถ้ายังใช้เหตุผลเดิมๆ แน่นอนว่ามีรัฐธรรมนูญแล้วต้องมีการเลือกตั้ง แต่กระบวนการที่ไม่เป็นธรรม ไม่แฟร์ ย่อมไม่มีความหมายใดๆ กระบวนการที่เราต้องการทั้งหมด เช่น การเลือกตั้ง หรือการมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน กระบวนการต่างๆ นั้นต้องเป็นธรรม เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตย ถ้ากระบวนการไม่เป็นธรรม ไม่มีทางที่จะมีระบบการเมืองการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย นี่คือบทเรียนหนึ่งที่เราได้
เรื่องสำคัญที่จะตามมาคือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ช่วยลดความขัดแย้ง ร่างรัฐธรรมนูญที่คุณมีชัยบอกว่าให้รับไปก่อน ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง ในทางกลับกันจะสร้างปัญหามากขึ้น เพราะการจัดสรรดุลยภาพอำนาจที่ไม่เป็นธรรมต่อกัน และกระบวนการที่สร้างความยุ่งยากในครรลองประชาธิปไตยนั้นทำให้ความเป็นธรรมไม่ปรากฏ

