กรณีพรรคไทยรักษาชาติเสนอบัญชีชื่อนายกรัฐมนตรี และต่อมา คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. มีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) และเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องและเอกสาร ประกอบคำร้อง แล้วเห็นว่า เป็นกรณีที่ กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 และ มีมติเอกฉันท์มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 7 (13) ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92
ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยขั้นตอนด้วยว่า จะแจ้งให้ผู้ร้องทราบและส่งสำนวนคำร้องให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง มิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา วิธีการส่งกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของศาลเป็นผู้ส่ง ณ ที่ทำการพรรคผู้ถูกร้อง หากไม่มีผู้รับให้ปิดหนังสือนำส่ง และสำเนาคำร้องไว้ ณ ที่ทำการพรรคผู้ถูกร้อง และให้ถือว่าได้ส่งโดยชอบตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 5 ประกอบมาตรา 54 แล้ว ทั้งนี้ ศาลนัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 13.30 น.
ก่อนหน้านี้ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้เข้ายื่นหนังสือร้องต่อศาลรัธรรมนูญ ขอให้ไม่รับคำร้องของ กกต.โดยระบุว่า กกต. อาศัยเพียง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาใช้ในการลงมติและมอบหมายให้นายทะเบียนมายื่นคำร้อง อาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะ กกต.จะต้องมีการไต่สวน สอบสวนให้ผู้ถูกกล่าวหาใช้สิทธิชี้แจงแสดงหลักฐาน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. หมวด 2 และระเบียบคณะ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 แต่เมื่อไม่ดำเนินการ อาจผิดตามมาตรา 69 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. และขัดต่อหลักนิติธรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องได้ชี้แจง ย่อมเป็นเรื่องดี ที่สำคัญคือ กรณี กกต.มีมติยุบพรรคไทยรักษาชาติ เป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ เพราะเป็นโทษรุนแรง เทียบเท่าการประหารชีวิตทางการเมือง จึงควรดำเนินการด้วยความชอบธรรม เพื่อให้ผลการพิจารณาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

