หมายเหตุ – เปิดหนังสือคำร้องนายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ ในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยื่นร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่อง ขอให้พิจารณาและวินิจฉัยว่าการกระทำเข้าข่ายกระทำความผิดต่อกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)
ตามพระราชกฤษฎีกาจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 เป็นการทั่วไป ในวันที่ 24 มีนาคม ได้มีผู้กระทำผิดกฎหมาย ทั้งก่อนและหลังพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวต่อเนื่องกันจนเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และมีการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย กล่าวคือ พปชร.และบุคคล ผู้เกี่ยวข้องหลายราย ดังจะกล่าวต่อไปนี้ได้กระทำการเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งอันเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรค รวมทั้งต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและถูกลงโทษตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและประมวลกฎหมายอาญา ดังมีข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายและคำคัดค้านการเลือกตั้งเพื่อร้องขอให้ลงโทษผู้กระทำผิดต่อไปนี้
1.ประเด็นความเชื่อมโยงกลุ่มบุคคลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอจัดตั้งพรรคการเมืองในลักษณะ ที่ผิดกฎหมาย
เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2561 ต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2561 ได้มีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งก่อการวางแผนร่วมกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มต้นจากให้นายชวน ชูจันทร์ ซึ่งโดยสถานะของอาชีพ และความเป็นอยู่ไม่อยู่ในสถานะที่จะจัดตั้งหรือจดแจ้งพรรคการเมือง ชื่อพรรค พปชร.ได้ โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561 นายชวน ชูจันทร์ ได้ยื่นจดแจ้งขอจัดตั้งพรรค พปชร.ต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ในลักษณะที่แอบแฝงอันเป็นการกระทำแทนกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง ในลักษณะครอบงำ หรือสั่งการอยู่เบื้องหลัง การกระทำของนายชวน ชูจันทร์กับพวกผู้ก่อตั้งพรรค ได้ยื่นจดแจ้งขอจัดตั้งพรรค พปชร. มิได้กระทำโดยสุจริตมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากมีเจตนาแอบแฝง อันเป็นการกระทำแทนกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่อยู่เบื้องหลัง ในการขอจัดตั้งพรรคการเมืองแทนตน จึงมีลักษณะเป็นการให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิก เข้ากระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ ให้ดำเนินกิจกรรม จนเป็นเหตุให้พรรคการเมืองและสมาชิกขาดความอิสระ ถือเป็นความผิดตามมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560
2.ประเด็นกลุ่มบุคคลที่เข้าครอบงำการจัดตั้งพรรค พปชร.ได้กระทำการผิดกฎหมายโดยเรียกหรือรับผลประโยชน์อื่นใด เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. มีกลุ่มบุคคลได้ดำเนินกิจการทางการเมือง ต่อจากนายชวน ชูจันทร์ ภายใต้กลุ่มสามมิตร นำโดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 11 ปรากฏข่าวต่อสาธารณชน โดยทั่วไปว่ากลุ่มสามมิตรจะใช้ชื่อพรรค พปชร.ที่นายชวน ชูจันทร์ เป็นผู้จัดตั้ง ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยความยินยอมและรู้เห็นเป็นใจของนายชวน ชูจันทร์
ซึ่งนายสุริยะยังกล่าวปราศรัยต่อหน้าสมาชิกพรรค ช่วงหนึ่งได้ขยายความว่า “คนที่ชักชวนมาบอกผมว่าถ้าไม่มีพรรคการเมืองใหม่ สองพรรคการเมืองเดิมก็จะเข้ามา จากนั้นจะเกิดวิกฤตการเมือง ทหารจะเข้ามาดับวิกฤตอีก จึงต้องมีพรรคทางเลือก เราจึงเข้ามา จากประสบการณ์และทำโพลต่างๆ มั่นใจว่าได้แน่นอน 150 เสียง วันนี้เห็นดาวรุ่งไฮด์ปาร์กคนใหม่คือนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค พปชร. จึงขอให้รีบลาออก เพื่อไปช่วยพรรคปราศรัยหาเสียง และเราต้องเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล และฟื้นฟูประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ
ด้านนายสมศักดิ์แสดงความมั่นใจว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์ (ออกแบบ) มาเพื่อพวกเรา จะต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป้าหมายทุกคะแนนมีความสำคัญ ฉะนั้น ตัวบุคคลในแต่ละเขตแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนให้ได้ เพราะทุกคะแนนมีความสำคัญมาก” อีกทั้งการกระทำของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ “ผู้ใด” ได้ใช้วิถีทางการเมืองที่ไม่สุจริต ด้วยการดูด ส.ส.เข้าพรรค พปชร.ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังที่นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ได้ร้องกล่าวหาเรื่องการดูด ส.ส.เข้าพรรค พปชร.ต่อ กกต.ไปก่อนหน้านี้ ดังนั้น จึงถือเป็นความผิดตาม 1.รัฐธรรมนูญ มาตรา 45 กรณีเป็นการกระทำที่ไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง จนทำให้การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่เป็นอิสระ เพราะถูกครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น และ 2.พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 75 เนื่องจากมีผู้ใดหรือพรรคการเมืองใด กระทำการเรียก หรือรับ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด เพื่อส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.จนทำให้การเลือกตั้งมิได้ เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม
3.ประเด็นกลุ่มบุคคลที่เข้าครอบงำการจัดตั้งพรรค พปชร.ได้กระทำการผิดกฎหมาย โดยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใดๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง
สืบเนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นที่นายสุริยะได้พาดพิงถึงนายสมคิด ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และนายสนธิรัตน์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐยังมีกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐอีก 3 ราย ได้แก่ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ซึ่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยการรู้เห็นเป็นใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นผู้บังคับบัญชา ตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 11 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ต้องกำกับควบคุมดูแล โดยทางตรงและทางอ้อม มิให้เจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในความบังคับบัญชาของตนดังกล่าวกระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
ภายหลังการจัดตั้งพรรค พปชร.เป็นผลสำเร็จทั้งก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง บุคคลดังกล่าวได้อาศัยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นฉากบังหน้า แต่การกระทำไม่เป็นไปโดยสุจริตเพื่อให้ประชาชนเกิดความนิยมในพรรค พปชร.
โดยมีพฤติการณ์ คือ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.ได้ใช้อานาจตามมาตรา 44 ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 10/2561 เรื่องให้บุคคลกลับไปดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่เดิม การออกคำสั่งดังกล่าวมีพยานหลักฐานอันสมควรรับฟังได้ว่า มีการต่อรองเพื่อคืนตำแหน่งนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อการแลกเปลี่ยนให้นักการเมืองท้องถิ่น และนักการเมืองระดับประเทศเข้าสังกัดพรรค พปชร. อาทิ นายอนุสรณ์ นาคาศัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท เป็นญาติของนายอนุชา นาคาศัย ผู้สมัคร ส.ส.ในสังกัดพรรค พปชร.จังหวัดชัยนาท
การออกคำสั่งแต่งตั้งบุคคลต่างๆ เพื่อให้ยุติการเป็นสมาชิกและผู้บริหารพรรคการเมือง อาทิ หัวหน้าพรรคพลังชล และอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้ได้ตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ อาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.และสมาชิกพรรค ปชป.ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และต่อมานายสกลธีได้เข้าสังกัดพรรค พปชร. แต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายการเมืองและตั้งนายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และต่อมาบุคคลทั้งสองได้ส่งสมาชิกพรรคพลังชลเข้าสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในสังกัดพรรค พปชร. แต่งตั้ง นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตแกนนำ กปปส. และอดีต ส.ส.กทม.พรรค ปชป. เป็นรองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง และต่อมาได้รับตำแหน่งโฆษกประสำนักนายกรัฐมนตรีและในที่สุดได้ลาออกมาเป็นสมาชิกพรรค พปชร.
ขณะที่นายอุตตมได้อาศัยอำนาจที่มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมโดยไม่สุจริต ได้กระทำการโดยเร่งด่วน เร่งรีบ ออกคำสั่งไปยังธนาคาร SME ในการปล่อยกู้ให้บุคคลธรรมดากู้เงินเพื่อซื้อแท็กซี่แต่อย่างใด แต่แท้จริงแล้วเป็นไปเพื่อสร้างความนิยมและให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อพรรค พปชร.
นอกจากนี้ พรรค พปชร.โดยการรู้เห็นเป็นใจกับเจ้าหน้าที่รัฐหลายรายและในหลายพื้นที่ ได้อาศัยที่มีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวกับการออกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้กระทำการโดยไม่สุจริต ได้มีการโฆษณาชวนให้ประชาชนลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกพรรค พปชร.พร้อมสนับสนุนพรรค ถ้าใครไม่ลงทะเบียนพรรคจะไม่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
พรรค พปชร.ได้จัดงานระดมทุนโต๊ะจีน โดยประกาศเป็นการทั่วไป ว่าโต๊ะจีน 600 ล้านบาท 200 โต๊ะ โดยจัดงานระดมทุนที่อิมแพค เมืองทองธานี ในวันที่ 19 ธันวาคม 2561 และมีหลักฐานอันแสดงว่ามีหน่วยงานของรัฐเป็นเจ้าของผู้ซื้อโต๊ะจีนในแต่ละพื้นที่ในบริเวณของงานที่จัด ต่อมาในวันที่ 18 มกราคม 2562 พรรค พปชร.สามารถแจงเงินระดมทุนได้เพียง 90 ล้านบาท แต่ไม่สามารถแจงเงินส่วนที่เหลือในจำนวนเงิน 650 ล้านบาทได้ ภายในระยะเวลาที่กำหนด คือวันที่ 18 มกราคม 2562 การกระทำจึงถือเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 64 และ กกต. ต้องไต่สวนเพื่อบังคับใช้กฎหมายปรับตามความผิดที่เกิดขึ้น แต่ กกต.ยังมิได้ดำเนินการไต่สวนความผิด ทั้งที่ความผิดสำเร็จแล้ว
พฤติการณ์ในการก่อตั้งพรรค พปชร.มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์สืบทอดอำนาจทางการเมือง ได้กระทำการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ในฐานะที่มีอำนาจหน้าที่เป็น คณะรัฐมนตรี จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย และหลักนิติธรรมและไม่รักษาประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติเพื่อความผาสุกของประชาชนโดยรวม ประกอบมาตรา 164 ในฐานะที่เป็น ครม.มิได้บริหารราชการแผ่นดินโดยปฏิบัติหน้าที่ และใช้อำนาจไม่เป็นไปด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และขาดความรอบคอบ รวมทั้งได้กระทำการโดยมิชอบ อันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ของพรรค พปชร. ประกอบมาตรา 186 กรณีเป็นรัฐมนตรี ใช้สถานะหรือตำแหน่งกระทำการโดยมิชอบ อันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ของพรรค พปชร. โดยได้การกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 78
4.ประเด็นพรรค พปชร.กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 13.00 น. นายอุตตมพร้อมแกนนำพรรค นำรายชื่อบุคคลที่พรรคมีมติยื่นต่อ กกต. ครอบงำ สั่งการภายใต้การรู้เห็นเป็นใจและการสมยอมดำเนินการเพื่อนำไปสู่จุดหมายของการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้ลงนามในหนังสือยินยอมให้พรรค พปชร.เสนอชื่อเพื่อเป็นนายกฯ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ รู้อยู่แล้วว่าเป็นหัวหน้า คสช. ซึ่งได้เข้ามาบริหารปกครองประเทศด้วยการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ยังยอมรับว่าเป็นนายกฯได้มาซึ่งอำนาจปกครองประเทศด้วยวิธีพิเศษ การกระทำของพรรค พปชร.จึงเป็นกรณีเข้าข่ายกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามความมาตรา 92 (2) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง
พรรค พปชร.เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เพื่อการสืบทอดอำนาจทางการเมืองโดยไม่สุจริตตามครรลองของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การกระทำของบุคคลทั้งหมดถือเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 28
หากพบว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือกระทำความผิดต่อกฎหมายขอให้ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรค พปชร. และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค พปชร. รวมทั้งบุคคลที่กระทำการเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย

