สัมภาษณ์พิเศษ : ทรงกลด ทิพย์รัตน์ กางเป้า‘พพชท.’คว้า300เสียง

หมายเหตุ – พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย (พพชท.) ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงการเตรียมความพร้อมในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 24 มีนาคมนี้

⦁ความพร้อมในการเลือกตั้ง ภายหลังยื่นสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

พรรค พพชท. ตั้งใจส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบเขตทั้งสิ้น 350 เขต แต่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติตามข้อกฎหมายและปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้มีผู้สมัคร ส.ส.เขตเหลือเพียง 320 เขต ส่วน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อส่ง 77 คน แต่ที่ไม่ส่งครบ 150 คน เพราะ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อแต่ละพรรคจะต้องนำคะแนนมาคำนวณเพื่อแบ่งจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่มีอยู่ 150 คน พรรค พพชท.จึงหวังที่นั่งจำนวน ส.ส.แบบเขตมากกว่า ขณะที่บัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรค ส่งเพียง 1 รายชื่อ คือ ผมเพียงคนเดียว

โดยผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคจะไม่มี ส.ส.เก่าเป็นผู้สมัคร โดย 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนรุ่นใหม่ ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานให้ประเทศชาติ เช่น ในด้านการศึกษา มีอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ด้านคมนาคมมีอดีตปลัดคมนาคมเป็นที่ปรึกษาในการขับเคลื่อนนโยบาย

⦁วางเป้าหมายในการสู้ศึกเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ไว้อย่างไร

พรรค พพชท.ตั้งเป้าหมายได้รับการเลือกตั้ง ส.ส.ไว้ที่ 300 เสียง และจะเป็นพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพื่อนำนโยบายของพรรคไปขับเคลื่อน รวมทั้งมีเป้าหมายทางการเมืองของพรรค พพชท.มีอยู่ 5 เป้าหมาย คือ 1.พรรคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ 2.พรรคของประชาชน ไม่ใช่ของวงศ์ตระกูล 3.เป็นสถาบันการเมือง 4.มีความเป็นสากลทั่วโลกรู้จัก และ 5.เป็นพรรคความหวังใหม่ของคนทั่วประเทศ ไม่ใช่พรรคชั่วคราวหรือพรรคเฉพาะกิจ หรือพรรคทหาร ไม่ใช่พรรคนอมินีของผู้มีอำนาจฝ่ายใด ในเวลานี้ประเมินว่าที่จะได้ ส.ส. 50 เสียงนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

ต้องเข้าใจว่าในทางการเมืองพรรคใหม่อาจสามารถทำให้การเมืองเกิดการพลิกผันทางการเมืองได้ หากพรรคนั้นมีนโยบายที่ตรงใจของพี่น้องประชาชน และยืนยันว่าผมมือสะอาด พร้อมรับการตรวจสอบ ทั้งจากฝ่ายค้านและการตรวจสอบจากภาคประชาสังคม มั่นใจว่าไม่ว่าจะมีข้อกล่าวหาใดๆ ในทางการเมืองมาที่พรรค พพชท. ผมสามารถชี้แจงได้ทุกเรื่อง

⦁ปัจจัยอะไรที่จะทำให้ได้ ส.ส.300 เสียง เพราะหลายฝ่ายมองว่าด้วยความเป็นพรรคใหม่ และกติกาเลือกตั้งใหม่ โอกาสและความเป็นไปได้จะเกิดขึ้นยาก

จุดแข็งที่จะทำให้พรรค พพชท.ชนะการเลือกตั้ง คือ นโยบายของพรรค ได้ให้ กกต.ตรวจสอบและผ่านการรับรองแล้ว สามารถใช้หาเสียงเลือกตั้ง และมั่นใจว่าจะนำมาปฏิบัติได้ทันทีหากได้รับการเลือกตั้ง โดยนโยบายด้านเศรษฐกิจจะเน้นแบบเชนจ์ (Change) มี
นโยบายที่จะหาเงินเข้าประเทศ 18 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณประเทศที่มาจากเก็บภาษีถึง 6 เท่า ก่อนมาทำนโยบาย จะไม่ใช้งบประมาณของประเทศมาทำนโยบาย และพรรค พพชท.จะไม่เก็บภาษีจากประชาชนให้ได้รับผล
กระทบไปมากกว่าที่เป็นอยู่

โดย 5 นโยบายหลัก ที่พรรค พพชท.
จะหาเงินเข้าประเทศ คือ 1.ขุดคลองไทย หากทำสำเร็จจะนำรายได้เข้าประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 4 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งหลายประเทศพร้อมร่วมลงทุนแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยให้เกิดการจ้างงานกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ 2.ทำเอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จะมีรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 4 ล้านล้านบาท
ต่อปี ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถทำความเข้าใจกับกลุ่มที่คัดค้านให้สามารถดำเนินการได้ เพราะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันที่จะทำไม่ได้

3.ประเทศไทยจะต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ พรรค พพชท.จะไม่ยอมให้คนไทยต้องเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายจากพิษภัยของสารเคมีอีกหากขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ได้ทั้งประเทศ จะทำให้ประเทศไทยไม่ใช่แค่ครัวโลกแต่จะเป็นคลังอาหารของโลก จะช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาทต่อปี รวมทั้งจะผลักดันภายใน 5 ปี ให้รถเลิกใช้น้ำมันและใช้ไฟฟ้าแทน ในอนาคตหากประเทศไทยเลิกใช้น้ำมัน ประเทศจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านล้านบาทต่อปี

4.ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของโลก หากบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานสากลทั้งหมด จะมีรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 4 ล้านล้านบาทต่อปี เพราะประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติและทางวัฒนธรรมมากที่สุดในโลก สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเอื้อประโยชน์ให้ทุกด้าน และ

5.เป็นศูนย์กลางการเงินของโลก หากทำสำเร็จจะมีรายได้เข้าประเทศนับแสนล้านบาทต่อปี แต่ต้องบริหารจัดการให้มีเงื่อนไขที่ดีและปลอดภัยต่อทรัพย์สินของผู้ฝากเงินและมาร่วมลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ มั่นใจว่านโยบายของพรรค พพชท.จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้

⦁หลายฝ่ายมองว่าเป็นพรรคที่เป็นแนวร่วมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกฯอีกครั้ง

จุดยืนของพรรค พพชท. หลังการเลือกตั้ง พรรค พพชท.พร้อมจะจับมือกับทุกพรรคเพื่อร่วมกันทำงาน ทั้งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพราะเชื่อว่าทุกพรรคมีอุดมการณ์เดียวกัน คือ ต้องการทำงานเพื่อประเทศชาติ

หากพรรคการเมืองใดชนะเลือกตั้งและได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากจะเชิญชวนพรรค พพชท.ไปร่วมงานเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พรรค พพชท.ก็พร้อมจะไปร่วมด้วยเพื่อนำนโยบายของพรรคไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ ยืนยันว่าพรรค พพชท.จะเป็นพรรคความหวังใหม่ของประชาชน ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ไม่ได้ทำการเมืองแบบชั่วคราว ไม่ได้พรรคทหารหรือเป็นพรรคนอมินีของใคร

ประเด็นสำคัญคือ พรรค พพชท.จะไม่ทำการเมืองแบบสาดโคลน ตอบโต้กันเหมือนในอดีต จนนำมาซึ่งความขัดแย้ง เพราะพรรค พพชท.ต้องการการเมืองสีขาว ให้ประเทศเกิดความปรองดอง แม้จะมีพรรคใดมาพาดพิงพรรค พพชท.ในทางการเมือง เราก็จะไม่ตอบโต้ให้เกิดความขัดแย้งกันไปมา

เพราะผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจะอยู่ที่ฉันทามติของประชาชนว่าจะมอบความวางไว้วางใจให้พรรคใดเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ เพราะฉะนั้น ทุกพรรคต้องเคารพเจตนารมณ์ของประชาชน ยอมรับผลการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นทางออกของประเทศได้เดินหน้าต่อไปตามระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่มีพลังใดจะยิ่งใหญ่เท่ากับพลังของประชาชน

⦁พรรค พพชท.จะสื่อสารถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด อย่างไร

ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเกิดความพลิกผันทางการเมืองครั้งใหญ่ ชนิดที่หน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยพลังของพี่น้องประชาชนด้วยการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ถ้าพี่น้องประชาชนยังเลือกตั้งแบบเดิมๆ ก็ยังคงได้การเมืองแบบเดิม จะเป็นหนี้ผูกพันกับการเมืองแบบเดิมกันไม่จบไม่สิ้น อยู่ในวังวนเดิมๆ ตอนนี้ประชาชนหลายคนก็สื่อสารกันแบบปากต่อปากว่าอยากเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้ดีขึ้น เพราะต้องอย่าลืมว่าในโลกการสื่อสารสมัยใหม่ ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา ในการประกอบการตัดสินใจเลือกตั้ง

ซึ่งผมอยากฝากถึงพี่น้องประชาชนและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ทั้งเรื่องนโยบายของแต่ละพรรค ชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรี ที่ต้องมีความซื่อสัตย์ ต้องเป็นคนที่ดี เก่ง และกล้าตัดสินใจในการบริหารประเทศ

ส่วนประเด็นเรื่องบัตรเลือกตั้งใบเดียวที่หลายฝ่ายเกรงว่าจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนนั้น ผมอยากบอกกับประชาชนว่า ให้ประชาชนจำแค่ชื่อและโลโก้พรรคที่แต่ละคนตั้งใจจะเลือก แล้วก็ไปเลือกให้ถูกต้องในเขตเลือกตั้งของแต่ละคนจะเป็นการแก้ปัญหาความสับสนระหว่างหมายเลขผู้สมัครของแต่ละพรรคที่ไม่เหมือนกันในแต่ละเขตได้ ซึ่งผมได้บอกไปกับผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ให้สื่อสารกับประชาชนในแต่ละเขตให้เลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง

⦁มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นทางออกของประเทศหรือไม่

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปตามกลไกและกติกา ทั้งรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ผ่านความเห็นชอบจากการทำประชามติของประชาชน รวมทั้งกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จนกระบวนการดำเนินมาสู่การจัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองที่ลงรับสมัครเลือกตั้ง ขอให้เคารพผลการเลือกตั้งที่ประชาชนจะเลือกให้พรรคใดเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ และภายหลังการเลือกตั้งอยากให้ทุกพรรคการเมืองได้พูดคุยกัน อย่าสร้างเงื่อนไขให้เกิดปัจจัยให้เกิดสภาวะทางตัน เพื่อให้ประเทศมีทางออกและขับเคลื่อนต่อไปได้

บทความก่อนหน้านี้ลุ้นไม่ขึ้น!! แพท ณปภา ย้ำชัดสถานะ เบนซ์ ไม่ใช่สามีภรรยากันแล้ว หากมีคนใหม่ก็ร่วมยินดี
บทความถัดไปคอลัมน์รื่นร่มรมเยศ เสฐียรพงษ์ วรรณปก เรื่องสวนทางนิพพาน