4พรรคโชว์กึ๋น แก้จนคนไทย

21.02.19 | 13:33 น.

หมายเหตุ กองบรรณาธิการมติชน ทีวี จัดรายการ (S) Election’62 หัวข้อ “ทำอย่างไร ให้คนไทยหายจน” โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ร่วมเสวนา มีนายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นผู้ดำเนินรายการ

•การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ละพรรคมีนโยบายไม่ให้กระทบต่อวินัยการเงิน การคลังของประเทศอย่างไร

กรณ์ – เรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นเรื่องสำคัญ ทุกพรรคทุกรัฐบาลถือว่ามีแผนแม่บทในการขับเคลื่อนคล้ายๆ กัน หลักที่สำคัญที่สุดคือ 1.ต้องเสริมศักยภาพของประเทศไทยให้เป็นประเทศเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตอนใต้ตามศักยภาพและที่ตั้่งของประเทศให้ได้ 2.เรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายเรื่องโลจิสติกส์ ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากทั้งผู้ประกอบการและประชาชนที่ใช้บริการ ทั้งหมดทั้งปวงจุดที่ด้อยที่สุดคือเรื่องระบบราง ซึ่งที่ผ่านมาสัดส่วนการลงทุนเรื่องระบบรางยังต่่ำมาก

ในส่วนของพรรค ปชป. มีส่วนในการออกแผนแม่บทเรื่องรถไฟความเร็วสูง การลงทุนเรื่องรถไฟทางคู่ ซึ่งรถไฟมีเส้นทางทั้งหมดประมาณ 4,000 กิโลเมตร แต่ครอบคลุมจังหวัดแค่ประมาณ 40 จังหวัดซึ่งยังไม่เพียงพอ โดยต้องขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำ ที่ถามว่าจะลงทุนอย่างไรไม่ให้มีผลต่อระบบการคลังของประเทศ

นโยบายของพรรค ปชป. ตั้งเสนอให้มีการลงทุนเรื่องรถไฟความเร็วสูงนั้น ควรเป็นแนวทางการร่วมลงทุนระหว่างคู่ค้าของไทยที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน กรณีรถไฟความเร็วสูงนั้นจะให้ความสำคัญกับเส้นทางที่เชื่อมโยงกับประเทศจีนตอนใต้ พรรค ปชป.เห็นว่าประเทศจีนจะได้ประโยชน์เรื่องรถไฟความเร็วสูงมากกว่าประเทศไทย เพราะฉะนั้นประเทศจีนควรมีส่วนร่วมลงทุนในเรื่องรถไฟความเร็วสูงกับไทยด้วย เพราะถ้าไม่มีเส้นทางผ่านประเทศไทย ที่ประเทศจีนทำมาจากเมืองคุนหมิงถึงเวียงจันทน์ แทบจะไม่มีค่าอะไรเลย ในส่วนนี้ประเทศไทยต้องเจรจากับทางการจีนให้ได้ ในส่วนของรัฐบาลปัจจุบันที่มีการทำร่วมลงทุนกับรัฐบาลจีนนั้น หากพรรค ปชป.ได้มาเป็นรัฐบาลจะมีการพิจารณาในรายละเอียดเรื่่องการร่วมทุนใหม่เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

Advertisement

สนธิรัตน์ – เรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เห็นว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานหลายแสนล้านบาท อย่างเรื่องรถไฟความเร็วสูงก็เป็นเคสแรกที่มีความจำเป็นในการลงทุน

การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบราง ถนน และทางน้ำ เป็นเรื่องที่พรรค พปชร.เห็นว่าต้องเดินไปในเส้นทางนี้ ถือเป็นโครงสร้างที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนนโยบายที่จะลงทุนไม่ให้กระทบงบประมาณของประเทศนั้น เห็นว่าการดำเนินงานในรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) สามารถจะขับเคลื่อนให้มีความเชื่อมโยงในการพัฒนาในพื้นที่อื่นๆ ได้

หัวใจสำคัญคือ จะได้ดูการลงทุนกับหนี้สาธารณะของประเทศให้มีความสมดุล ไม่ให้เกิดผลกระทบกับภาระการเงินการคลังของประเทศ เรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้นต้องเดินหน้าต่อ แต่หัวใจที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเดินหน้าคือ การลงทุนโครงสร้างด้านดิจิทัล ที่จะเป็นการรองรับเทคโนโลยีของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทุกธุรกิจจะต้องปรับตัวรองรับโลกของดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลง

ยืนยันว่าเราต้องใช้จุดแข็งของประเทศไทย ที่เป็นจุดศูนย์การในการเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งพรรค พปชร.มีแนวทางชัดเจนในการขับเคลื่อนในเรื่องการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน

ธนาธร – เรื่องการคมนาคมและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เราเห็นความซ้ำซ้อนของการลงทุน เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากกรุงเทพฯไปโคราช มีทั้งรถไฟความเร็วสูง การสร้างมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ ซึ่งท้ายที่สุดอาจจะขาดทุนในทุกโครงการ ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องทำขนาดนั้น คิดว่าต้องเริ่มจากการเปลี่ยนงบลงทุนของภาครัฐ จากกรมการขนส่งทางบก เปลี่ยนการลงทุนจากถนนเป็นราง และตั้งเป้าว่าในอนาคต กระดูกสันหลังของการคมนาคมไทยจะต้องเป็นราง เมื่อเทียบกับประเทศฝรั่งเศสที่มีประชากรเท่ากับไทย แต่มีการจราจรระบบรางมากกว่าไทยถึง 7 เท่า คือประมาณ 3 หมื่นกิโลเมตร ผมเห็นว่าเราจะต้องขยายรางให้มากขึ้น โดยนำเรื่องระบบรางมาขยายงานภายในของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมราง อุุตสาหกรรมรถไฟ ที่ประเทศไทยจะต้องสร้างงานภายในให้เกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งจะตอบโจทย์การจ้างงานในประเทศด้วย สุดท้ายจะต้องลงทุนด้านโครงสร้างด้านดิจิทัลด้วย การลงทุนด้านการศึกษา ที่ต้องปรับให้เข้ากับยุคสมัยและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เช่น เครื่องมือ การเรียนการสอนของนักศึกษาให้เท่าเทียมกันเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาด้วย

ชัชชาติ – หนี้สาธารณะของประเทศในขณะนี้ยังไม่น่าห่วง ตอนนี้มี 41% เรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ประเด็นสำคัญผมมองว่าอยู่วิธีการลงทุนมากกว่าว่าจะเลือกใช้วิธีการใด อย่างพีพีพีรัฐบาลก็ต้องลงเงินเป็นแสนล้าน อย่างโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ไป จ.ระยอง หัวใจคือ จะต้องไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้ ต่อไปเมื่อจีดีพีเพิ่ม ตัวหารเพิ่ม หนี้สาธารณะก็จะไม่เป็นปัญหา ที่ผมห่วงคือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแต่ไม่ได้คิดเรื่องการเพิ่มมูลค่าไปด้วย สร้างเศรษฐกิจให้โตขึ้นไปด้วย เรื่องการสร้างรถไฟไม่ใช่สร้างแล้วเศรษฐกิจจะตามมาอย่างทันที

หัวใจคือจะนำโครงสร้างพื้นฐานไปสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างไร ยกตัวอย่าง ครกกับสาก หากเราไม่ตำน้ำพริกออกไปขายก็สร้างมูลค่าเพิ่มไม่ได้

เราต้องคิดให้ครบวงจรว่า จะเอารถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ ไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร เราต้องมองภาพรวมทั้งระบบว่าจะเชื่อมโยงกันได้อย่างไร

•ประเทศมีงบประมาณจำกัด จะจัดการงบประมาณอย่างไร ต้องลดงบในส่วนของกองทัพเพื่อนำมาเพิ่มหรือไม่

ชัชชาติ – ที่ผ่านมาในระบบราชการโตขึ้นเยอะ และมีไขมันอยู่มาก ฉะนั้นเราไม่ได้พูดแค่กระทรวงกลาโหมเท่านั้น แต่เราพูดถึงระบบราชการทั้งหมดที่จะต้องพูดคุยภาพรวมไม่ใช่ตัดไปทันที เพราะมีหลายงบประมาณที่ซับซ้อนกัน ตัวอย่างคูปองอบรมครู ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการครูไม่ได้ประโยชน์ คนที่ได้ประโยชน์คือออร์แกไนซ์

กรณ์ – มีวาทกรรมในเรื่องของการงบกลาโหม แต่ถ้าเราเอาข้อเท็จจริงมาเปรียบเทียบ งบกระทรวงกลาโหมก็เพิ่มขึ้น เหมือนทุกกระทรวงที่เพิ่มตามจีดีพีทุกปี แต่ถ้าดูงบของกระทรวงในรัฐบาล คสช.ตามจีดีพี งบประมาณของกลาโหมลดลงทุกปี ซึ่งในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นับเป็นครั้งเดียวในรอบ 10 ปี ที่งบกองทัพลดลง เพราะช่วงนั้นมีวิกฤตทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า จึงถือเป็นเรื่องที่เราคุยกันได้ไม่จำเป็นต้องมาทะเลาะกันถ้ามีเหตุผลเพียงพอ และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการหาทางออกประเทศ

สนธิรัตน์ – งบกลาโหมขณะนี้ถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับจีดีพี เราต้องมองภาพใหญ่ของรัฐ คือยุทธศาสตร์ประเทศจะไปทางไหน เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นการทำงบประมาณแบบเพิ่มเรื่อยๆ โดยงบประมาณของประเทศจะเทไปตามยุทธศาสตร์ในแต่ละช่วง แต่ละเหตุการณ์ และการใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดความเชื่อมโยง มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดความสูญเสีย วันนี้ พปชร.มองว่าต้องนำบิ๊กดาต้าเข้ามาช่วยในการประเมิน และติดตาม

ธนาธร – ขอยกตัวอย่างกระทรวงศึกษาฯมีงบกลางและออกแบบกิจกรรมโดยส่วนกลาง มีการเรียกครูทั้งประเทศมาอบรม และไปจัดตามโรงเรียน ก่อนประเมินผล โดยที่ท้องถิ่นไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ผมจึงอยากเสนอให้คืนอำนาจให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการตัดสินใจทางด้านภาษีและงาน ไม่ใช่ให้ส่วนกลางเป็นคนตัดสินใจ จะทำให้การใช้งบประมาณสามารถตอบสนองพี่น้องประชาชนได้ชัดเจนขึ้น

•หลายพรรคการเมืองเสนอนโยบายเศรษฐกิจ แต่ไม่ทราบว่าจะเอาเงินมาจากไหน จะเก็บภาษีเพิ่มหรือไม่

ชัชชาติ – ไม่มีแนวคิดเก็บเพิ่ม แต่อาจขยายฐานภาษี และอยากจะลดภาษีบางตัว เช่น ดีเซล เพราะเป็นต้นทุนของชาวนาในการทำนา ซึ่งจะต้องดูตัวเลขสถานการณ์การเงินการคลังด้วย อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีคงเป็นทางเลือกสุดท้าย อาจจะทำโดยการสร้างงานสร้างโอกาสให้ประชาชนมากกว่า

กรณ์ – นโยบายทั้งหมดที่พรรค ปชป.เสนอ คำนวณจากรายได้ที่มีอยู่แล้ว รวมกับวงเงินกู้ยืมตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ เชื่อว่าโครงสร้างภาษี ณ ปัจจุบันมีเงินเพียงพอตามนโยบายที่เราเสนอ แต่โครงสร้างภาษีควรมีการปรับเปลี่ยน เพราะรายจากภาษีส่วนใหญ่ของประเทศมาจากค่าแรง ซึ่งไม่ยุติธรรมกับคนทำงาน แต่สัดส่วนรายได้ภาษีที่มาจากทรัพย์สินกลับน้อยมา สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน และเราเชื่อว่าสัดส่วนภาษีที่มาจากทรัพย์สินจะเพิ่มมากขึ้นโดยไม่กระทบกับพี่น้องประชาชน 99 เปอร์เซ็นต์ในประเทศที่ต้องแบกรับภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีบุคคล ขณะที่ภาษีที่ดิน ภาษีหุ้น แทบจะไม่ต้องแบกภาระในส่วนนี้เลย

ธนาธร – เราต้องจัดการปฏิรูปบีโอไอ เพราะปัจจุบันบีโอไอยกเว้นภาษีให้กับธุรกิจต่างประเทศ กลุ่มทุนขนาดใหญ่กว่า 200 ประเทศ ให้เหลือเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น เพราะภาษีที่เรายกเว้นปีละ แสนกว่าล้านถึงเกือบสองแสนล้าน และภาษีที่ดินที่ออกมาจากรัฐบาลนี้ต้องหลังละ 50 ล้านบาทขึ้นไป ถึงจะต้องจ่ายภาษี จึงจำเป็นต้องปรับแก้ภาษีที่ดินให้ก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่ ขณะที่ภาษีขยะนั้น คนที่ทำขยะมากกับคนที่ทำขยะน้อยจ่ายในจำนวนที่เท่ากัน เราต้องปรับคนที่ทำให้เกิดภาระกับสิ่งแวดล้อมต้องจ่ายมากขึ้น และปรับให้อำนาจการเก็บขยะขึ้นอยู่กับท้องถิ่น เพราะปัจจุบันการจัดเก็บภาษีมี พร.บ.สาธารณสุขที่ควบคุมอยู่ทำให้จัดการไม่ได้

•นโยบายการค่าแรงขั้นต่ำ และการแทรกแซงสินค้าเกษตรของแต่ละพรรค

ชัชชาติ – ในส่วนของค่าแรงขั้นต่ำนั้นเรายังไม่มีการปรับเพิ่ม เพราะเศรษฐกิจไม่ดีแต่อาจจะมีการปรับเพิ่มตามคณะกรรมการค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ณ ตอนนี้เรายังไม่มีแนวคิดขึ้นค่าแรง และสินค้าเษตรเรามีบทเรียนจากที่ผ่านมาคงต้องมีช่วง ส่วนการแทรกแซงราคาสินค้านั้นทำเมื่อจำเป็น การจำนำ ตอนนี้ไม่มี ไม่เอา เพราะมีบทเรียนจากที่ผ่านมา และในอนาคตก็คงมีการช่วยเหลือตามความจำเป็น

กรณ์ – เราประกาศนโยบายชัดเจน ว่าเราจะใช้นโยบายประกันรายได้ที่เราเคยใช้ในภาคการเกษตร มาใช้กับภาคแรงงาน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน การที่เราเข้ามาแล้วปรับเพิ่มอาจเป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการที่อาจทำให้เศรษฐกิจโดยรวมชะงักแล้วทำให้คนตกงานเพิ่มได้ รัฐจะกำหนดค่าแรงที่ควรได้รับขั้นต่ำ และรัฐมีหน้าที่เติมเต็มในส่วนต่างที่เหมาะสมโดยไม่เป็นภาระของผู้เสียภาษี โดยอิงกับอัตราของกรมสรรพากรหากใครมีรายได้ต่ำกว่าวันละ 400 บาท หรือเดือนละ 10,000 บาท หรือต่ำกว่า 120,000 บาทต่อปีไม่ต้องเสียภาษี

สนธิรัตน์ – ค่าแรงขั้นต่ำโดยปกติแล้วควรจะต้องได้ 400 บาทต่อวัน เพื่อให้อยู่ได้ แต่จะเป็นเท่าไหร่อย่างไร พปชร.กำลังดู รวมถึงทิศทางของแรงงานในอนาคตซึ่งเราปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ได้ โดยมีสิ่งหนึ่งที่เราไม่ได้พูดถึงคือค่าแรงที่สัมพันธ์กับการพัฒนาสกิลของแรงงาน ดังนั้นหากแรงงานมีการพัฒนาสกิลควรจะได้รับการปรับค่าแรง เพราะแรงงานเหล่านี้คือแรงงานคุณภาพ ส่วนสินค้าเกษตรเราต้องทำให้สอดรับกับกลไกตลาดให้เกิดความยั่งยืน รวมถึงทำให้เกิดความเหมาะสมกับความต้องการซื้อและขาย ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่ได้จัดการสินค้าเกษตรให้เหมาะสม ทั้งนี้ พปชร.จะสานต่อนโยบายปัจจุบันเรื่องข้าว โดยการชะลอการขาย นำสินเชื่อเข้ามาชะลอด้วยยุ้งฉาง พัฒนาคุณภาพข้าว

ธนาธร – เราให้ความสำคัญกับค่าแรงขั้นต่ำ ที่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มสูงมากหากมีการสร้างสมดุลสวัสดิการที่รัฐมอบให้ประชาชนเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือสิทธิในการรวมตัว เราเสนอให้ประเทศไทยรับรองสิทธิแรงงานตามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่รับรองสิทธิคนงานในการตั้งสหภาพแรงงาน และคุ้มครองคนงานทุกรูปแบบ ทำให้แรงงานมีอำนาจต่อรองกับนายจ้างได้มากขึ้น โดยไม่ถูกเลิกจ้างหรือปฏิบัติไม่เป็นธรรม ส่วนนโยบายด้านสินค้าเกษตร เกษตรกรต้องกู้หนี้ยืมสินจำนวนมาก เราจึงต้องบรรเทาความเดือดร้อน โดยแทรกแซงราคาของปาล์ม ยาง ระยะสั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด ทางออกที่ดีที่สุดคือการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและเทคโนโลยี

•หลังการเลือกตั้ง เรื่องเศรษฐกิจด้านใดเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะแก้ไข

ชัชชาติ – เรื่องเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นเป็นเรื่องสำคัญ นักลงทุนมองเรื่องความต่อเนื่องเป็นหลัก คนที่กลัวก็กลัวว่าจะมีปัญหา มีความไม่มั่นคง ในแง่เศรษฐกิจภาพใหญ่ต้องสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่าสถานการณ์เป็นไปตามปกติไม่มีเรื่องที่ต้องเป็นห่วง นโยบายที่สำคัญที่รัฐบาลชุดปัจจุบันทำ ถ้าไม่ได้มีข้อขัดแย้งมากต้องเดินหน้าต่อไป ในระยะสั้นอย่างเรื่องสิทธิพิเศษของบีโอไอต้องส่งสารไปให้นักลงทุนว่าที่มีอยู่เป็นเหมือนเดิมสิทธิพิเศษไม่ได้ตัดลง ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะหันหลังหมด และควรให้ความมั่นใจในแง่มิติการเมืองด้วย อย่าขู่กันว่าถ้าเพื่อไทยมาแล้วจะไม่มั่นคง ผมว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเพราะสุดท้ายแล้วก็ต้องสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน

ในช่วงเดือนแรกจึงต้องสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนอย่างต่อเนื่องและชัดเจน ความต่อเนื่องทางนโยบายไม่มีทางที่จะยกเลิกหมด อีอีซีทำต่อแน่นอนแต่อาจจะมีปรับนิดหน่อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ขยายให้ครอบคลุม เชียงใหม่ โคราช กรุงเทพฯ สมุทรปราการ อีอีซีไม่ใช่อยู่เฉพาะในโซนนี้ แต่กระจายความเจริญออกไป


กรณ์ – ความเชื่อมั่นจะมาเองโดยอัตโนมัติถ้าทุกคนเคารพในกฎเกณฑ์กติกา ในความเป็นนิติรัฐถ้าเล่นตามเกมความเชื่อมั่นกลับมาแน่นอน แค่ประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งหุ้นก็ขึ้นแล้ว ส่วนในแง่ของการเป็นรัฐบาล พรรค ปชป.จะแก้จน สร้างคน สร้างชาติ แก้จนเป็นเรื่องที่จำเป็นจริงๆ เป็นเรื่องเฉพาะหน้าต้องเยียวยา เรื่องของรายได้ประชาชนสืบเนื่องมาจากราคาพืชผลที่ตกต่ำ ระยะยาวเรื่องนี้ต้องดูแลทันที ส่วนเรื่องอนาคตที่สำคัญที่สุดที่เน้นคือการสร้างคน มิติความเหลื่อมล้ำปัจจุบันเปลี่ยนไปไม่ใช่เพียงแค่ใครมีที่ดินมากน้อยกว่ากัน แต่วัดกันที่ความรู้ ความมั่งคั่งเกิดจากความรู้มากกว่าปริมาณที่ดินที่มีอยู่ในมือ เพราะฉะนั้นการสร้างคนสำคัญที่สุด การปฏิรูประบบการศึกษา การดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิด ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในสังคมผู้ใหญ่ทำงานแล้วก็มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทักษะการเรียนรู้ ต้องมีระบบการศึกษาที่รองรับด้วย เด็กไทยทุกคนต้องต้องพูดสองภาษาได้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เหล่านี้เป็นเรื่องการสร้างคนที่ต้องทำทันที

สนธิรัตน์ – การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญ เพราะเราว่างเว้นการเลือกตั้งมายาวนาน ความเชื่อมั่นคือหัวใจที่ต่างชาติจับตาดู สิ่งแรกที่จะต้องก้าวข้ามคือไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไรก็ตาม ประเทศต้องเดินหน้าต่อ ต้องไม่ถอยกลับไปข้างหลัง ต้องช่วยกันทุกฝ่าย เพราะจะเป็นความเชื่อมั่นอย่างแรกที่ประชาคมโลกจะมีต่อเศรษฐกิจไทยและประเทศไทย

ถ้าหากพรรค พปชร.เป็นรัฐบาล แน่นอนว่าจะต้องแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ส่วนแรกปัญหาอะไรที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขต้องทำอยู่แล้วในสภาวะปัจจุบันที่เกิดขึ้น และไม่ได้มองเฉพาะฐานรากเพียงอย่างเดียว เวลาเรามองปัญหาของเศรษฐกิจทั้งหมดก็ต้องมองทั้ง 3 เลเยอร์ไปด้วยกัน ตั้งแต่ 1.ข้างบน ที่หลายคนบอกว่าเป็นทุนนิยม แต่อย่าลืมว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนที่ขับเคลื่อนความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ คนกลุ่มนี้จะต้องแข็งแรงขึ้น จะต้องมีอะไรที่ทำให้แข็งแรง เพราะคือตัวแทนประเทศไทยในการที่จะไปลงทุนในต่างประเทศ 2.คนกลุ่มตรงกลาง หรือ SME มีปริมาณมากที่สุดของผู้ประกอบการจะต้องไปอย่างไร และ 3.คนกลุ่มล่าง ที่เป็นคนตัวเล็ก เป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก จะแก้อย่างไร ถ้าถามผมวันนี้ในนามพรรคพลังประชารัฐ เรามองว่าข้างล่างในวันนี้ ทางแก้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจต้องแก้ด้วยดิจิทัล เพราะถ้าหากว่าดิจิทัลมาอย่างนี้แล้วไม่แก้ด้วยดิจิทัลก็ไปด้วยกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นการแก้ทั้ง 3 ระดับ คือเรื่องสำคัญ ต้องมองไปด้วยกันเป็นแพคเกจควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้าง ยุทธศาสตร์ที่ดีไม่ใช่การเอานโยบายมาแก้ในระยะสั้น แต่นโยบายระยะสั้นต้องต่อยอด ซ่อนนโยบายที่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวไว้ด้วย

ความเชื่อมั่นจะเกิดเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา แล้ว ส.ว.250 เสียง โหวตตามเสียงของประชาชน ไม่ต้องไปกังวลในใจเรื่อง 250 ส.ว. มากนัก เพราะประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นเศรษฐกิจ แต่เป็นการเมือง หัวใจของการเลือกตั้งอยู่ที่ 250 เสียงของสภาล่างที่จะต้องมีจำนวน ส.ส.ในมือมากกว่า 250 เสียง นั่นคือรัฐบาลที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างประเทศ คิดว่าทุกคนเข้าใจโจทย์นี้ตรงกันหมด

ธนาธร – ในทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ผมอาจไม่เห็นด้วยกับหลายๆ ท่านในที่นี้ ในเรื่องวิธีคิดการดึง FDI วิธีคิดเรื่องบีโอไอ และอีอีซี มันอยู่ในกรอบเดิม ที่คิดว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิต การที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต 40-50 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ว่าเราเป็นฐานการผลิตให้กับทุนต่างชาติ ไม่ทำให้ประเทศไทยหลุดออกจากการติดกับดักรายได้ปานกลางได้ (Middle Income Trap) ข้อเสนอของพรรค อนค.คือ ต้องสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศให้ได้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ต้องพูดกันตรงๆ ว่าใช้มาร์เก็ต แมคานิซึม คือปล่อยไปตามกลไกตลาดก็จะไม่เกิดบริษัทที่เป็น National Champion คือแชมเปี้ยนของคนไทยในการผลักดันไปข้างหน้าก็จะไม่เกิด ด้วยเงื่อนไขที่เราเป็นประเทศกำลังพัฒนา ใช้การตลาดอย่างเดียวไม่ได้ รัฐต้องเข้าไปอุดหนุนและส่งเสริมให้เกิดเนชั่นแนลแชมเปี้ยนให้ได้ ปลายเดือนนี้พรรค อนค.จะเปิดนโยบายที่เราจะทำ 99 วันแรก จำเป็นต้องทำ 3 ส่วน 1.ทุนผูกขาด ต้องยกเลิก สร้างฐานภาษีให้เพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้คนเล็กมีช่องทางทำมาหากิน 2.ระบบรัฐราชการผูกขาดรวมศูนย์อยู่ที่กรุงเทพฯ ต้องเปิดโอกาสและคืนอำนาจให้ประชาชน ได้มีโอกาสจัดสรรทรัพยากรในพื้นที่ 3.ปัญหาเรื่องการเมือง องค์กรสถาบันที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งกองทัพ องค์กรอิสระ ต้องดึงกลับมาให้เป็นประธิปไตยให้ได้ ไม่อย่างนั้นแล้วการพัฒนาเศรษฐกิจจะไม่มีความมั่นคง เพราะอำนาจอยู่ในมือคนกลุ่มเดียว นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องจัดการ

(ติดตามเนื้อหารายการผ่านทางมติชนทีวี เวลา 20.00น. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562)