“นิพิฎฐ์” ไม่ให้น้ำหนักลงพื้นที่แจงร่างรธน. เตือนฝ่ายความมั่นคง อย่าเหมารวมคนเห็นต่างเป็นกระบวนการล้มประชามติ
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ว่า ตนไม่ค่อยให้น้ำหนักกับการอบรมวิทยากร อาสาสมัครไม่ว่าจะเป็น ครู ก. ครู ข. หรือ ครู ค. เพื่อลงพื้นที่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเข้าใจยาก จึงไม่มีทางที่จะเปิดหลักสูตรอบรม โดยให้คนเข้ามาเรียนแค่ 3-4 เดือนแล้วออกไปเผยแพร่ให้คนเข้าใจ คงเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี 279 มาตรา เพราะแค่มาตราเดียวยังถกเถียงกันเป็นปี ซึ่งตนมองว่า ครู ก. ครู ข. และครู ค. คงพูดในประเด็นที่ กรธ.ต้องการให้พูดเท่านั้น เชื่อว่า ต้องเชียร์รับอยู่แล้ว เพราะนั่นคือเครื่องมือของฝ่ายสนับสนุน แต่ในทางกลับกันคนที่ไม่เห็นด้วย วันนี้เขาทำอะไรได้บ้างโดยไม่ผิดกฎหมาย นี่จึงมีปัญหาที่ตนพูดมาตลอดเรื่องความเท่าเทียมของสิทธิทั้งสองฝ่าย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. เป็นแค่ 1 ใน 70 ล้านคน ที่เท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นอย่าคิดแบบมีอัตตาว่า ตนเองถือหุ้นส่วนใหญ่ของรัฐธรรมนูญเด็ดขาด เพราะถ้าคิดว่าคนอื่นถือหุ้นน้อยกว่าตนเองเมื่อไหร่ จะมีปัญหาทันที
นายนิพิฏฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกมายอมรับว่า มีบางฝ่ายมีเป้าหมายล้มประชามตินั้น ตอนนี้มีเพียงกระบวนการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่กระบวนการล้มการทำประชามติ ตนยังไม่เคยเห็น แต่ผู้มีอำนาจต้องระวัง เวลาที่ฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญออกมาแสดงความเห็นหรือเคลื่อนไหว อย่าคิดว่าเขาเคลื่อนไหวเพื่อล้มประชามติ มันเป็นคนละเรื่อง เพราะคำว่า ล้ม กับคำว่า ไม่เอา ต้องแยกแยะ อย่าเหมารวม มิเช่นนั้นจะเป็นการผลักให้อีกกลุ่มเป็นฝ่ายตรงข้ามทันที และความปรองดองสามัคคีจะไม่เกิดขึ้น ฝ่ายความมั่นคงอย่าเพิ่มความรุนแรงด้วยคำพูด เพราะการที่บอกว่ามีกระบวนการล้มประชามติ ถือเป็นคำพูดลักษณะโน้มเอียงไปในความรุนแรง ฝ่ายความมั่นคงคงเข้าใจผิด เพราะอำนาจที่มีอยู่ท่านคุมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงไม่มีใครกล้าล้มประชามติ ดังนั้นอย่าไปชี้โพรงให้กระรอกเลย
นายนิพิฎฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะหยิบเอารัฐธรรมนูญฉบับเมาใช้ หรือปรับแก้ซึ่งใช้เวลาไม่นาน ว่า ไม่ถือว่าเป็นการชี้นำ เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เป็นการตอบเหมือนไม่ตอบ ถ้าเอารัฐธรรมนูญฉบับใดมาใช้ก็คงไม่เอามาทั้งหมด หากเอามาทั้งหมดก็มีปัญหา แต่คิดว่าไม่ควรนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กมธ.) เพราะถือว่ามีตำหนิ สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)คว่ำไปแล้ว หรือจะเอาฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.มาใช้ก็ไม่เหมาะ เพราะประชาชนไม่รับแล้ว ดังนั้นต้องเอาจุดดีของทั้ง 2 ฉบับมาผสมกัน เพราะร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ ก็ปรับมาจากรัฐธรรมนูญปี 50

