ยิ่งมีการเปิดเวที “ดีเบต” แคนดิเดต “นายกรัฐมนตรี”มากและถี่ยิบ มากเพียงใด แต่ละพรรค แต่ละ “แคนดิเดต” นายกรัฐมนตรีจะยิ่งถูกกดดัน
พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคอนาคตใหม่ ไม่เป็นปัญหา
เพราะ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หรือแม้กระทั่ง นายชัยเกษม นิติสิริ มีความพร้อม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีความพร้อม
ยิ่ง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยิ่งมากด้วยความพร้อม
ขณะที่พรรคพลังประชารัฐหากติดตามแต่ละเวที”ดีเบต”จะมากด้วยความสับสน
เพราะมิอาจส่ง”แคนดิเดต”เข้า”ประชัน”ได้
ไม่ว่าเวทีดีเบตของ “มติชน” ไม่ว่าเวทีดีเบตของ”ช่อง 9 อสมท.”คนของพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ ยังอยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เสนอผ่านกกต.
แต่ของพรรคพลังประชารัฐ เบื้องต้นเป็น นายอุตตม สาวนายน ต่อมาเป็น นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล
นายอุตตม สาวนายน อาจเป็นหัวหน้าพรรค นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล อาจเป็นโฆษกพรรค แต่ก็ต้องยอมรับว่า 2 คนนี้ไม่เพียง แต่มิได้อยู่ในฐานบัญชีผู้สมัคร ไม่ว่า ระบบเขต ไม่ว่าระบบบัญชีรายชื่อ
ยิ่งกว่านั้น ยังมิได้อยู่ในฐานบัญชีที่พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อเป็น “นายกรัฐมนตรี” อีกด้วย
คำถามก็คือ แล้วจะสร้าง”ความมั่นใจ”ได้อย่างไร
นั่นก็คือ ความมั่นใจที่พรรคพลังประชารัฐเหนือกว่าพรรคการเมืองอื่นในทางนโยบายในทางการปฏิบัติยกเว้นเพียงความมั่นใจที่ว่า
”รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา”อย่างที่ นาย สมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ให้สัจจวาจาเอาไว้
ยังเหลือเวลาอีกเพียง 30 กว่าวันเท่านั้นวันที่ 24 มีนาคม ก็จะเดิน ทางมาถึง เป็นเวลา 30 กว่าวันที่พรรคพลังประชารัฐตกอยู่ในสถา นะตั้งรับทางการเมือง
ไม่สามารถผลักดัน”แคนดิเดต”นายกรัฐมนตรีเข้าประชันวิสัย ทัศน์ทางการเมืองได้อย่างองอาจสง่างาม
เมื่อเทียบกับเพื่อไทย อนาคตใหม่ ประชาธิปัตย์

