หมายเหตุ – ความเห็นของนักการเมืองและนักวิชาการกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดทางให้สมาชิกสภาท้องถิ่นสามารถช่วยผู้สมัคร ส.ส.รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งได้
ชูศักดิ์ ศิรินิล
ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย
สมาชิกสภาท้องถิ่นสามารถสนับสนุนผู้สมัครในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งได้เนื่องจากเห็นว่าการหาเสียงเลือกตั้งเป็นกิจกรรมทางการเมืองอย่างหนึ่งที่ควรจะเปิดกว้างให้มีการหาเสียงเลือกตั้ง อีกทั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นนั้น กฎหมายก็มิได้ห้ามมิให้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง โดยเฉพาะสมาชิกสภาท้องถิ่น ไม่ได้มีอำนาจในเชิงบริหารหรือควบคุมดูแลพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่อย่างใด การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการหาเสียงเลือกตั้งเท่ากับเป็นการส่งเสริมการใช้สิทธิเสรีภาพของบุคคล ตามหลักการปกครอง ซึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศในการเลือกตั้งให้ประชาชนมีความตื่นตัวที่จะออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งมากขึ้น
ส่วนกรณีผู้บริหารท้องถิ่นนั้น กกต.ยังมิได้มีการตอบข้อหารือว่าจะช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครได้หรือไม่ เพียงใด ในส่วนของตนเห็นว่า สถานะของผู้บริหารท้องถิ่นแตกต่างไปจากสมาชิกสภาท้องถิ่น มีอำนาจบริหาร สั่งการ ใช้งบประมาณ และให้คุณให้โทษได้ จึงอาจใช้อำนาจหน้าที่ให้คุณให้โทษแก่ผู้สมัครและพรรคการเมืองได้ อย่างไรก็ตามหากผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจะช่วยพรรคหรือผู้สมัครของพรรคที่ตนเองสังกัดในการหาเสียงเลือกตั้ง นอกเวลาราชการและมิได้ใช้ทรัพยากรหรือบุคลากรของรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้สมัครก็น่าจะทำได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าว กกต.ก็ควรให้ความชัดเจนกับพรรคการเมืองและผู้บริหารท้องถิ่นทั้งหมดด้วย เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวทำนองห้ามผู้บริหารท้องถิ่นช่วยเหลือผู้สมัครในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยอ้างมาตรา 78 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมิได้แยกแยะว่าหากผู้บริหารท้องถิ่นนั้นเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจะดำเนินการหาเสียงช่วยเหลือพรรคและผู้สมัครของพรรคที่ตนเองสังกัดได้เพียงใด จึงทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่กล้าช่วยเหลือพรรคการเมืองหรือผู้สมัคร ของพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง จึงฝากไปยัง กกต.และกระทรวงมหาดไทยให้ทำความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวก็จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย
ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.นเรศวร
คําว่าผู้ช่วยหาเสียงก็คือเป็นหัวคะแนน โดยอาจจะรับใบหาเสียงมาช่วยกันแจกหรือช่วยโน้มน้าวชาวบ้าน ซึ่งคือระบบหัวคะแนนเก่า ตามหลักการไม่ผิด เพราะระบบพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ทุกคนควรมีสิทธิช่วยใครก็ตามที่ตัวเองสนับสนุนในการหาเสียง แต่ต้องไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐ อย่างในกรณีที่เป็นข้าราชการครู มีภาระสอนหนังสือ ก็ไม่ควรเอาเวลาราชการไปหาเสียง แต่ถ้าเป็นเวลาอื่นก็ไม่มีปัญหา
ในรูปแบบเดิม สมัยก่อนกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวคะแนนด้วยซ้ำ ซึ่งสามารถทำได้เพราะไม่อย่างนั้นเท่ากับว่าการมาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วจะถูกตัดสิทธิการสนับสนุนพรรคการเมือง ก็ไม่น่าจะถูกต้อง ดังนั้น ถ้าจะช่วยพรรคการเมืองหาเสียงก็ช่วยได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานว่าต้องไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐในการช่วยผู้สมัครรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ
ในแง่ของท้องถิ่นก็มีพรรคที่ได้เปรียบอยู่ คือ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถ้าจำไม่ผิด เมื่อย้อนไปจะมีนายก อบจ.ท้องถิ่นเป็นคนที่ถูกแขวนไว้โดยใช้มาตรา 44 เมื่อปลดล็อกพรรคการเมืองเห็นว่ามีหลายคนไปขึ้นเวทีให้พรรคพลังประชารัฐ แต่นี่กำลังพูดถึงสมาชิกสภาท้องถิ่น แต่ก็หลักการเดียวกัน เพราะแคนดิเดตนายกฯของ พปชร.เพียงคนเดียวคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจตาม ม.44 อยู่ในมือ หมายความว่าถ้าสมาชิกสภาท้องถิ่นหลายแห่งไปสนับสนุนพรรคการเมืองที่เป็นขั้วตรงข้ามกับ คสช. หัวหน้า คสช.หรือนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นคนเดียวกันสามารถใช้ ม.44 พักงานคนเหล่านั้นได้
ดังนั้น พรรคที่มีอำนาจรัฐมากจะได้เปรียบ ส่วนพรรคที่เสียเปรียบก็แทบทุกพรรคที่ไม่ได้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ การที่ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าตัวเองเสียเปรียบเพราะช่วยพรรคหาเสียงไม่ได้นั้น จริงๆ ช่วยหาเสียงได้ แต่ต้องลาออกมาเป็นรักษาการ เหมือนสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ
ถ้าสำรวจการเมืองในท้องถิ่นจะพบว่าระดับสมาชิกสภาท้องถิ่นก็คือตัวแทนของพรรคการเมือง เพียงแต่สเกลเล็กลง ส่วนจะเป็นความเพลี่ยงพล้ำของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ กล้าพูดเลยว่าไม่ เพราะในอดีตคนที่เป็นแคนดิเดตของ พปชร.ได้ให้บทเรียนกับท้องถิ่นมาแล้วว่าแขวนไว้โดยที่ไม่ต้องมีการสอบสวนอะไรเลยนาน 4-5 ปี ตอนนี้ก็ยังมีอำนาจอยู่ จะว่าเป็นความเสียเปรียบของพลังประชารัฐที่ไม่ได้เลือกตั้งท้องถิ่นมาหลายปี ก็ไม่ใช่ แต่ยิ่งทำให้เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐได้เปรียบเพราะสามารถดูดแกนนำมวลชนของพรรคการเมืองใหญ่หรือหัวคะแนนของพรรคอื่นไปได้ด้วยซ้ำ เช่น นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน อดีตแกนนำกลุ่ม นปช. หรือนายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ยกทีมอดีต ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย ไปอยู่กับพลังประชารัฐ นอกจากนี้ถ้าดูสัดส่วนผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ ส.ส.ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสภาเทศบาลและสภาท้องถิ่น อบจ.ทั้งนั้นที่ยกวงมา ซึ่งก็ไม่สามารถรู้ได้ว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไร เพราะคนที่รู้ก็มีแค่เจ้าตัวกับพรรคพลังประชารัฐ
ยุทธพร อิสรชัย
รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช
ผู้ช่วยหาเสียงถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2561 ว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้สมัครแต่ละคนสามารถมีผู้ช่วยหาเสียงได้ 20 คน ซึ่งจะต้องมีการแจ้งชื่อกับทาง กกต. แตกต่างจากในอดีตที่ไม่ได้มีการกำหนดว่าสามารถมีผู้ช่วยหาเสียงได้กี่คน ดังนั้น การให้สมาชิกสภาท้องถิ่นมาเป็นผู้ช่วยในการหาเสียงจะทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น ความมีธรรมาภิบาลในการเลือกตั้ง การทำให้เกิดการสร้างฐานคะแนนเสียงระหว่างนักการเมืองท้องถิ่นกับนักการเมืองระดับชาติ
ก่อนหน้านี้เราเคยวิพากษ์วิจารณ์กันมาตลอดว่าในประเทศไทย นักการเมืองระดับชาติกับนักการเมืองท้องถิ่นมีความสัมพันธ์กัน และนักการเมืองท้องถิ่นก็เป็นฐานคะแนนของนักการเมืองระดับชาติในลักษณะของหัวคะแนน เป็นเครือข่ายทางคะแนนเสียงต่างๆ จุดนี้เป็นข้อวิจารณ์ที่เราตั้งคำถามกับนักการเมืองมาโดยตลอด การที่วันนี้ กกต.อนุญาตให้นักการเมืองท้องถิ่นมาหาเสียงช่วยได้จึงจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ซึ่งขัดกับหลักการที่เราตั้งคำถามกับนักการเมืองว่าต้องการการเมืองที่ดี ต้องการการเมืองในยุคปฏิรูป ต้องการการเมืองตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เป็นรัฐธรรมนูญในยุคปฏิรูป แต่สุดท้ายกลายเป็นวนกลับไปสู่สิ่งที่เคยเป็นปัญหาและเป็นข้อวิจารณ์ในอดีตที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างที่สังคมหลายส่วนวิตกกังวลคือ การให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีส่วนกับการเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลในแง่ความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่รัฐและการเข้ามาแทรกแซงของอำนาจรัฐได้ ถ้าแบ่งการเลือกตั้งเป็น 3 ระยะ คือ 1.ก่อนการเลือกตั้ง 2.ระหว่างเลือกตั้ง และ 3.หลังจากปิดหีบ ในระยะที่ 1 การทุจริตจะเกิดขึ้นได้จากบุคคลหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้สมัครพรรคการเมือง หัวคะแนน หรือแม้กระทั่งประชาชนทั่วไปที่อาจจะกระทำการทุจริตโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงที่ 2 และ 3 คือระหว่างการเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว ใน 2 ช่วงนี้ ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐมาเกี่ยวข้องกับการทุจริตก็เรียกได้ว่าไม่สามารถที่จะเกิดการทุจริตได้เลย เพราะอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของเจ้าหน้าที่รัฐและ กกต.
วันนี้สิ่งที่สังคมวิตกกังวลมากก็คือการแทรกแซงของอำนาจรัฐ กระบวนการตรงนี้ กกต.ในฐานะกรรมการต้องพึงตระหนักอย่างยิ่งเพื่อทำให้ข้อวิตกกังวลนี้ไม่เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม พรรคที่ได้เปรียบก็คือพรรคที่มีความใกล้ชิดกับอำนาจรัฐ เพราะมีโอกาสสูงในการใช้กลไกเหล่านี้ช่วย ซึ่งกลไกเหล่านี้ก็จะส่งผลได้ผลเสียต่อคะแนนเสียงค่อนข้างมาก เนื่องจากนักการเมืองท้องถิ่นก็มีฐานคะแนนของตัวเองในระดับหนึ่ง ถ้าให้นักการเมืองท้องถิ่นมาเป็นผู้ช่วยในการหาเสียงก็จะทำให้เกิดเครือข่ายทางคะแนนเสียง และนักการเมืองท้องถิ่นก็จะกลายเป็นฐานของนักการเมืองระดับชาติ สุดท้ายเครือข่ายทางคะแนนเสียงนี้ก็จะส่งผลได้เสียต่อคะแนนเสียงของแต่ละพรรค ดังนั้น พรรคที่สามารถอยู่ใกล้ชิดกับการควบคุมกำกับกลไกนี้จึงมีความได้เปรียบ

