‘สดศรี’ ชี้ให้ผู้บริหารท้องถิ่นช่วยผู้สมัครส.ส.หาเสียงได้ อาจขัดรัฐธรรมนูญ แนะ ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหากมีร้องเรียน

24.02.19 | 02:00 น.

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นางสดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)กล่าวถึงกรณีกกต.มีมติให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นสามารถให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือในการดำเนินการเลือกตั้งของผู้สมัครส.ส.หรือพรรคการเมืองได้ ว่า ในอดีต เรามองว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นกับผู้สมัครส.ส.ควรแยกออกจากกัน แต่ในความเป็นจริง นักการเมืองท้องถิ่นแต่ละจังหวัดมักเกี่ยวข้องกับผู้สมัครส.ส. เช่น ผู้บริหารท้องถิ่นกับผู้สมัครส.ส.เป็นญาติพี่น้อง เป็นครอบครัวเดียวกัน อาจช่วยหาเสียงให้กันได้ ด้วยเหตุนี้ กกต.คงมองแล้วว่าไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะพวกเขาเป็นญาติกัน ดังนั้น ความเหมาะสมในการช่วยหาเสียงเลือกตั้ง คือต้องดูว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นคนนั้น เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้นๆด้วยหรือไม่ ถ้าเขาไม่ได้เป็นสมาชิก การช่วยหาเสียงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่หากเป็น ก็สามารถช่วยเหลือพรรคของตัวเองได้
เมื่อถามว่า มติดังกล่าวของกกต.จะขัดแย้งหรือไม่กับหนังสือเวียนของกระทรวงมหาดไทย เรื่องแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ส. ปี 2562 ลงวันที่ 9 มกราคม 2562 ที่ระบุให้ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น วางตนเป็นกลางทางการเมืองโดยเคร่งครัด และไม่สนับสนุนหรือช่วยเหลือพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง นางสดศรีกล่าวว่า ในอดีตมีข้อบัญญัติของกระทรวงมหาดไทยให้ข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้กฎหมายไม่ได้ห้ามข้าราชการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง กกต.จึงอาจมองว่าข้าราชการคนนั้นสามารถหาเสียงให้พรรคการเมืองที่สังกัดอยู่ได้เช่นกัน
เมื่อถามว่า จะแยกแยะบทบาทการช่วยเหลือพรรคการเมืองในนามส่วนตัว ในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อย่างไร นางสดศรีกล่าวว่า “ก็เหมือนกับนายกรัฐมนตรีในตอนนี้ ที่เป็นข้าราชการการเมือง แล้วทำไมจะหาเสียงช่วยพรรคการเมืองไม่ได้ และยังดีเบตได้ด้วย มันก็เทียบกันง่ายๆอย่างนี้ว่าทำไมจึงยกเว้นเฉพาะผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี เพราะในเวลาราชการ เขามีหมวกหนึ่ง แต่หลังเลิกงาน ออกไปหาเสียงได้ ก็เป็นลักษณะนี้กันมานานแล้ว”
นางสดศรี กล่าวต่อว่า การวางกฎเกณฑ์เช่นนี้ของกกต.ดูเหมือนขัดกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ รวมถึงขัดแย้งกับบริบทของกระทรวงมหาดไทยที่บอกว่าข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลาง ดังนั้น ส่วนตัวเห็นว่าความชัดเจนของกรณีนี้ ถ้ามีการร้องเรียนขึ้นมา ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดว่าข้าราชการบางคนสวมหมวกหลายใบ จะแยกได้อย่างไรว่าตอนไหนต้องวางตัวเป็นกลาง