ปะทุอารมณ์ของ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ บนเวทีปราศรัยจังหวัดสมุทรปราการที่ว่า
“ต่อไปนี้กูไม่ยิ้มอีกแล้ว ก็จะสู้กับมึง”
น่าเห็นใจอย่างยิ่งเพราะว่า “พรรคการเมืองอื่นด่ากันทั้งวัน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ด่ากันแล้ว มีการโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทุกวัน
ถามว่าถ้าไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว ไอ้หน้าไหน จะทำให้บ้านเมืองสงบได้เหมือนทุกวันนี้”
ต้องยอมรับกับสภาพความเป็นจริงในทางการเมือง
ทุกอย่างเป็นไปตามบทสรุปของ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ จริง นั่นก็คือ มีการโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทุกวัน
มิได้โจมตีธรรมดา หากแต่โจมตีอย่างสาดเสียเทเสีย
ก่อนหน้าที่ นายสนธิ สนธิจิรวงศ์ จะฟิวส์ขาด หมดความอดทน มีเวทีปราศรัยอย่างน้อย 2 เวที
1 เวทีพรรคเพื่อไทยที่จังหวัดอุดรธานี
1 เวทีพรรคอนาคตไทยเป็นการชุมนุม “ฟิวเจอริสต้า”ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งริมถนนสุขุมวิท กรุงเทพมหานคร
แน่นอน เป้าหมายของการปราศรัยพุ่งเข้า 2 จุด
จุด 1 คือ ผลพวงของรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 และจุด 1 คือ เรียกร้องความรับผิดชอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เด่นชัดว่า คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือเป้าใหญ่
คล้อยหลังการกล่าวบนเวทีไม่กี่ชั่วโมงรายละเอียดทั้งหมดก็ไปปรากฏผ่านช่อง”ยูทูบ”
ทุกเนื้อถ้อยกระทงความ แม้กระทั่งเสียงปรบมือโห่ร้อง
บทสรุปจากเวทีปราศรัยของพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ตรงกัน
นั่นก็คือ อย่าเลือกพรรคคสช. ให้เลือกฝ่าย”ประชาธิปไตย”
ต้องยอมรับว่า การเปิดเวทีปราศรัยโจมตีฝ่ายตรงกันข้ามเป็นเรื่องปรกติ เพราะต้องจูงใจให้เลือกก็ต้องมีการวิพากษ์โจมตี
และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการเป็นนายกรัฐมน ตรีต่อทุกพรรคที่เข้าแข่งขันก็ต้องเล่นไปตามเกมอย่างนี้
เว้นก็แต่พวกเดียวกันอย่างพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น

