หมายเหตุ – นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้แทนไทย แถลงผลการเข้าร่วมประชุมและรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยด้วยวาจาต่อที่ประชุมคณะทำงานยูพีอาร์ ภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา และการรับข้อเสนอแนะของประเทศสมาชิก ภายหลังเดินทางกลับจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม
เมื่อวันที่ 9-13 พฤษภาคม 2559 คณะผู้แทนไทย นำโดยตนและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เดินทางไปนำเสนอรายงานการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 2 ต่อที่ประชุมคณะทำงาน UPR สมัยที่ 25 ณ นครเจนีวา
สมาพันธรัฐสวิส โดยกลไก UPR เป็นกลไกภายใต้คณะมนตรี สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council : HRC) เน้นกระบวนการหารือเชิงสร้างสรรค์ (Constructive Dialogue) โดยเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศสามารถให้ข้อเสนอแนะแก่ประเทศเพื่อนสมาชิกสหประชาชาติ เพื่อพัฒนาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศนั้นๆ ได้ ในลักษณะของเพื่อนแนะนำเพื่อน (Peer Review) เป็นกระบวนการที่ใช้บังคับกับประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้ง 193 ประเทศในรูปแบบเดียวกัน
การรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยด้วยวาจาต่อที่ประชุมคณะทำงาน UPR จัดขึ้นในวันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2559 ระหว่างเวลา 09.00-12.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น โดยปลัดกระทรวงยุติธรรมได้กล่าวถ้อยแถลงมีใจความสำคัญว่า ประเทศไทยยึดมั่นในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยนำข้อเสนอของประเทศต่างๆ จากการนำเสนอรายงาน UPR รอบแรกเมื่อปี 2554 ไปปฏิบัติจนเกิดผลสำเร็จ และมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมหลายด้าน รวมถึงการเข้าเป็นภาคีและการถอนข้อสงวนในตราสารระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ เช่น การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ จัดตั้งในลักษณะองค์กรสิทธิเด็ก การขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี สิทธิคนพิการ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตราและปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชนหลายฉบับที่เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกองทุนยุติธรรม การต่อต้านการทุจริต และการค้ามนุษย์ ตลอดจนการปฏิรูประบบราชทัณฑ์ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการกระทำทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี
ผลจากการนำเสนอรายงานฯ สรุปได้ว่า ในภาพรวมประเทศไทยได้รับการชื่นชม ในพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนหลายด้าน เช่น สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 3 การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ การรับรองสิทธิในการรักษาพยาบาลแก่ประชาชน การปฏิรูปกฎหมาย การเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงพิธีสารต่างๆ และการผลักดันเรื่องความเสมอภาคทางเพศ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ต่างชาติยังมีความห่วงกังวลในหลายประเด็น เช่น การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการชุมนุม กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร การจับกุมและ
คุมขังตามอำเภอใจ การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ การยกเลิกโทษประหารชีวิต
ทั้งนี้ คณะผู้แทนไทยได้ชี้แจงและให้คำตอบต่อที่ประชุมในหลายประเด็น เช่น พัฒนาการในกระบวนการยุติธรรม การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การต่อต้านการค้ามนุษย์ การคุ้มครอง สิทธิแรงงาน สิทธิในที่ดินทำกิน สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเคารพเสรีภาพในการแสดงออก และการแสดงความคิดเห็น รวมทั้งเหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดเสรีภาพ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ การบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การดูแลผู้แสวงหาที่พักพิง การใช้ศาลทหาร สิทธิในการศึกษา การป้องกันการทรมาน การดำเนินการเพื่อยกเลิกการประหารชีวิต การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สถานการณ์เด็กที่มีส่วนร่วมในการค้าบริการทางเพศ เป็นต้น ภายหลังจากที่ประเทศไทยรายงานเสร็จ ได้มีผู้แทนจากประเทศต่างๆ เข้ามาแสดงความยินดีและให้ความชื่นชมจำนวนมาก
ต่อมาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 คณะทำงาน UPR ได้รับรองสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย โดยในภาพรวมไทยได้รับข้อเสนอแนะจำนวน 249 ข้อ ซึ่งไทยตอบรับทันที 181 ข้อ และขอนำกลับมาพิจารณาจำนวน 68 ข้อ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 72 ของข้อเสนอแนะทั้งหมดที่ไทยได้รับ ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะที่ไทยรับส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพัฒนางานด้านการศึกษา สาธารณสุข
การคุ้มครอง กลุ่มผู้เปราะบางต่างๆ เช่น เด็ก สตรี คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ สำหรับข้อเสนอที่ไทยขอรับกลับมาพิจารณา อาทิ ข้อเสนอที่เกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การจำกัดเสรีภาพที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน การยกเลิกโทษประหารชีวิต การใช้ศาลทหาร และการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
นอกจากนั้น ไทยยังได้ให้คำมั่น (Voluntary Pladges) โดยสมัครใจใน 7 ประเด็น ได้แก่ (1) เข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน เช่น อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ พิธีสารเลือกรับของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ฉบับที่ 1 พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ เป็นต้น (2) แก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และข้อเสนอแนะได้จากกลไกตามสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเพื่อเพิ่มอายุขั้นต่ำสำหรับความรับผิดทางอาญาของเด็ก การแก้ไขพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ฯ การแก้ไขพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศฯ (3) ส่งรายงานครึ่งรอบ (Midterm Report) (4) ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ศึกษา และการสร้างความตระหนัก (5) ส่งเสริมหลักการสิทธิมนุษยชนและแนวปฏิบัติของภาคธุรกิจ (6) สร้างความร่วมมือกับภาคประชาสังคมและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อติดตามผลการปฏิบัติตามแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และข้อเสนอแนะได้รับจากกลไก UPR (7) ยืนยันการเชิญกลไกพิเศษของสหประชาชาติมาเยือนไทย
กระบวนการหลังจากนี้ กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงการต่างประเทศจะร่วมกันจัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งให้ทราบถึงผลการทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยตามกลไก UPR รวมทั้งพิจารณาข้อเสนอแนะจำนวน 68 ข้อ และขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อจะได้แจ้งให้ที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 33 กำหนดจัดขึ้นในเดือนกันยายน 2559 ทราบถึงข้อเสนอแนะที่ไทยตอบรับเพิ่มเติม นอกจากนั้น กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงการต่างประเทศจะได้ร่วมกันนำข้อเสนอแนะที่ไทยได้รับจากกระบวนการ UPR ไปเผยแพร่ให้แก่สาธารณชนรับทราบต่อไป

