สโลแกนอันพิมพ์หราเป็น”ซิลค์สกรีน” อยู่บนเสื้อยืดของ “นปช.” ว่าด้วย “3 ไม่”สะท้อน กระบวนการในทาง “ยุทธวิธี”
นั่นก็คือ 1 ไม่รับ 1 ไม่ล้ม และ 1 ไม่อายพม่า
คำว่า “ไม่รับ” ในที่นี้คือ ไม่รับ”ร่างรัฐธรรมนูญ” คำว่า “ไม่ล้ม” ในที่นี้คือ ไม่ล้มการทำ “ประชามติ” และคำว่า “ไม่อายพม่า”ในที่นี้ คือ ต้องไม่อายการใช้สิทธิออกเสียงของชาวพม่าในการเลือกตั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558
กระบวนการในทาง “ยุทธวิธี” เท่ากับสะท้อนเป้าหมายในทาง “ยุทธศาสตร์”
ยืนยัน “ลักษณะ” และ “เป้าหมาย”ในการต่อสู้
นี่ย่อมแตกต่างไปจากกระบวนการเคลื่อนไหวและต่อสู้ในกาลอดีต
ไม่ว่าเมื่อเดือนเมษายน 2552
และโดยเฉพาะแตกต่างไปจากกระบวนการเคลื่อนไหวและต่อสู้ในเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553
ตรงนี้ “สำคัญ”
ความจริง ท่าทีอย่างเป็น “ทางการ” ของนปช.มีความเด่นชัดนับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มาแล้ว
นั่นก็คือ นิ่งอยู่ในที่ตั้ง
อาจเป็นเพราะอยู่ภายใต้ “กฎอัยการศึก” อาจเป็นเพราะคำสั่งของคสช.ห้ามเคลื่อนไหว
โดยเฉพาะห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน
แม้จะถูกตั้งข้อสงสัยจาก “มวลชน” และ “แนวร่วม”จำนวนไม่น้อย แต่ “นปช.”ก็ยังนิ่ง
ดำเนินตาม “ยุทธศาสตร์” WAIT อย่างเคร่งครัด
ยืนยันในหลักการ 1 ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และ 1 เมื่อมีการ”ร่างรัฐธรรมนูญ”ออกมาก็ประกาศไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับ
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ถึงเดือนพฤษภาคม 2559
คำถามก็คือ เมื่อไม่มีการชุมนุม เมื่อไม่มีการเคลื่อนไหว แล้ว”นปช.”จะดำเนินการอย่างไร
คำตอบเห็นจาก หลักการ “3 ไม่”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักการข้อที่ 3 ที่ว่า ต้อง”ไม่อายพม่า” เท่ากับประกาศยุทธวิธีและทิศทางออกมา
นั่นก็คือ อาศัยยุทธวิธีของ “อองซาน ซูจี”
ไม่ว่าการเคลื่อนไหวเมื่อ พ.ศ.2531 แรกกลับพม่า ไม่ว่าการ เคลื่อนไหวเมื่อ พ.ศ.2558
ยึดกุมแนวทาง “สันติ”
บทบาทของเผด็จการทหารเมียนมากลับเป็น”แนวร่วม”ด้านหลังสร้างคะแนนและความนิยม
นี่คือ ผลสะเทือนที่ “นปช.”หยิบขึ้นมาเชิดชู
แต่จะได้ชัยชนะเหมือนซูจีหรือไม่ต้องรอวันที่ 7 สิงหาคม

