ในที่สุด สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. … ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯเสนอ ด้วยคะแนน 133 เสียง งดออกเสียง 16 เสียง เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดยไม่มีสมาชิก สนช.ติดใจสงวนคำแปรญัตติ ขณะที่การอภิปรายของสมาชิกเป็นเพียงการตั้งคำถามเพื่อให้อธิบายในรายละเอียด โดยไม่มีข้อเสนอให้แก้ไขหรือปรับปรุงตามบทบัญญัติที่ กมธ.เสนอแต่อย่างใด โดยการอภิปรายและลงมติเป็นรายมาตราทั้งร่าง จำนวน 81 มาตรา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที
ทันทีที่ข่าวแพร่กระจายออกไป โลกโซเชียลได้วิพาษ์วิจารณ์ในประเด็นดังกล่าวจำนวนมาก แฮชแท็ก #พรบไซเบอร์ ขึ้นเป็นอันดับ 1 ในทวิตเตอร์ในเวลาอันรวดเร็ว และมีการพูดถึงประเด็นนี้ถึง 3 แสนครั้ง ทั้งนี้ เพราะก่อนหน้าที่ สนช.จะผ่านร่าง ได้มีกระแสคัดค้านมาตั้งแต่แรก โดยทุกฝ่ายเป็นห่วงว่ากฎหมายดังกล่าวให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่รัฐในการละเมิดสิทธิของประชาชนมากเกินไป โดยกลุ่มบุคคลที่ออกมาคัดค้านมีทั้งนักสิทธิมนุษยชน กลุ่มผู้ใช้บริการออนไลน์ รวมไปถึงผู้พิพากษา
นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ เคยแสดงความคิดเห็นถึงร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวว่า กฎหมายนี้ได้ให้อำนาจคณะกรรมการเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐมาก สามารถตรวจค้น จับกุม ยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ หน่วยบันทึกความจำ บังคับบอกรหัสเพื่อเปิดข้อมูลได้หมด โดยไม่ต้องมีหมายจับหมายค้น แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่แค่สงสัย คดียังไม่เกิดขึ้นก็สามารถเข้าไปตรวจค้นตรวจยึดได้ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานเอกชน บริษัท ประชาชนทั่วไป ถือเป็นการเข้าไปยึดเพื่อตรวจสอบแจ้งข้อหาทีหลัง ทำให้กฎหมายนี้ไม่ใช่ระบบสากล เพราะไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลโดยฝ่ายตุลาการ
ขณะนี้ สนช.กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำหน้าที่
ในช่วงที่กำลังมีการเลือกตั้ง อีกไม่นานจะมีรัฐบาลใหม่ และมีสมาชิกรัฐสภาชุดใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีการตรวจสอบร่างกฎหมายละเอียดรอบคอบ และระมัดระวังมากกว่าการมอบให้สภา ซึ่งคุ้นเคยกับความมั่นคงสูงมากกว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นผู้ตัดสิน แต่ดูเหมือนว่า สนช.จะไม่รับฟังข้อท้วงติงดังกล่าว ทำให้สังคมรู้สึกกังวลกับการใช้อำนาจที่ สนช. เพิ่งอนุญาต เพราะไม่ทราบว่าผลของการบังคับใช้กฎหมายคือการคุกคามหรือพิทักษ์ปกป้องประชาชนกันแน่

