หน้าแรก การเมือง เพื่อไทย ย้ำ ...

เพื่อไทย ย้ำ กม.ไซเบอร์ ยึดแต่มั่นคง ขาดการถ่วงดุล มีโอกาสต้องทบทวนขนานใหญ่

1.03.19 | 13:38 น.

“ชูศักดิ์” อัด กม.ไซเบอร์ยึดความมั่นคงเป็นหลัก-ไม่คิดถึงสิทธิเสรีภาพปชช.-ขาดการถ่วงดุล ย้ำ ต้องทบทวนขนานใหญ่เมื่อมีโอกาส


เมื่อวันที่ 1 มีนาคม นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงสนช.ได้มีมติเห็นชอบผ่านร่างกฎหมาย พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ว่า ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าในโลกยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งระบบดิจิทัลที่มีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการติดต่อสื่อสาร และการประกอบธุรกิจเป็นหลัก เรียกได้ว่าระบบคอมพิวเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ไปแล้ว ดังนั้นการที่รัฐจะออกกฎหมายใดที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลอันเกี่ยวข้องกับการสื่อสารทางระบบคอมพิวเตอร์ ก็ต้องใช้ความระมัดระวังมิให้ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตหรือธุรกิจตามปกติของเขาด้วยและต้องมิให้มีผลต่อข้อมูลอันเป็นความลับทางธุรกิจของบุคคลใด เมื่อดูเนื้อหาของร่างกฎหมายนี้มีข้อสังเกตสำคัญ ดังนี้ ประการแรก เรื่องวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่อ้างว่าเพื่อแต่งตั้งหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต โครงข่ายโทรคมนาคม หรือการให้บริการของดาวเทียมให้พ้นความเสียหายจากภัยคุกคาม แต่เมื่อดูตามคำนิยามของกฎหมายจะเห็นได้ว่าบทบาทขององค์กรกำกับตามกฎหมายนี้มีกว้างขวางมาก โดยให้ครอบคลุม ถึงองค์กรและหน่วยงานรัฐทุกองค์กร รวมถึงองค์กรภาคเอกชนด้วยที่เรียกว่าหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า ประการที่สอง องค์กรที่กำกับเรื่องดังกล่าว มีสามระดับ คือ คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หรือ กมช.(NCSC) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ส่วนกรรมการโดยตำแหน่งก็มี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล ปลัดคลัง ปลัดยุติธรรม ผบ.ตร.และเลขาฯสมช.บวกผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน 7 คน อันนี้เป็นฝ่ายกำหนดนโยบาย ระดับรองลงมาที่มีบทบาทสำคัญคือ คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) มี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเป็นประธาน กรรมการโดยตำแหน่งมี ผบ.สส.ปลัดกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง เลขา สมช. และ ผอ.สำนัก ข่าวกรอง โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพียง 4 คน ระดับที่สามคือ สำนักงาน กมช.ที่มีคณะกรรมการบริหารที่เรียกว่า กบส.มี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เป็นประธานและกรรมการก็ล้วนเป็นปลัดดิจิทัล อธิบดีกรมบัญชีกลางเลขา ก.พ. เลขา ก.พ.ร. และผู้ทรงคุณวุฒิอีกสองคน จะเห็นว่ากรรมการทั้งสามระดับล้วนเป็นภาคราชการ ที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีและมีอำนาจมากมาย จึงเห็นได้ชัดว่าฝ่ายการเมืองหรือภาครัฐต้องการที่จะเข้ามาควบคุม การใช้งานด้านระบบคอมพิวเตอร์ทั้งประเทศ จึงเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะมีการใช้กฎหมายนี้เพื่อประโยชน์ในทางการเมือง เหมือนกับกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่ถูกวิจารณ์อยู่ในขณะนี้ ประการที่สาม หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชนที่เป็นหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากต้องทำแผนป้องกันภัยแล้วต้องแจ้งชื่อผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้านคอมพิวเตอร์ให้ สำนักงาน กมช.ทราบด้วย เพื่อสะดวกต่อการควบคุมกำกับ และประการที่สี่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลคือการให้อำนาจเลขาสำนักงาน กมช. สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์หรือสถานประกอบการของบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหากกรณีจำเป็นเร่งด่วนโดยไม่ต้องขอหมายจากศาลก็ได้ ปัญหาคืออาจมีการใช้ช่องว่างตรงนี้เข้าไปตรวจสอบควบคุมยึดคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของบุคคลได้ แม้การยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต้องขอหมายศาลก่อนก็ตาม ซึ่งการที่ กมช. กกม.และพนักงานเจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคล โดยอ้างถึงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ได้นั้น ในอนาคตกฎหมายนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายรัฐในการควบคุมวิถีชีวิตของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์อย่างมีนัยสำคัญ ตนเห็นว่าในยุครัฐประหาร มักจะออกกฎหมายประเภทที่กระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคล และจะยึดเป็นคาถาคือความมั่นคง เช่นเดียวกับร่างกฎหมายอีกหลายฉบับที่พยายามจะเสนอ แต่ถูกคัดค้านต่อต้านจนต้องยุติไป ดังนั้น หากมีโอกาสคงต้องสังคายนาทบทวนกันขนานใหญ่

 

Advertisement