ไม่ว่า นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค ไม่ว่า นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค ไม่ว่า นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการบริหารพรรค ล้วนดีใจ
เมื่อได้รับคำตอบจากกกต.ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใน ฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคสามารถช่วยหาเสียงได้
ทั้งการให้กำลังใจ “ผู้สมัคร”
ทั้งการสามารถไปร่วมในขบวนหาเสียงและขึ้นเวทีปราศรัยของพรรคพลังประชารัฐได้อย่างเต็มเปี่ยม
เป็นความดีใจที่สามารถเข้าใจได้เพราะตรงกับความต้องการ
ทั้งๆที่ในความเป็นจริงนี่คือสถานการณ์เดียวกันกับที่ นายอุตตม สาวนายน และ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เคยได้รับ
ทั้งๆที่ในความเป็นจริงสถานการณ์นี้ดำเนินไปทั้งดีและไม่ดี
มีความจำเป็นต้องมองอย่างเปรียบเทียบระหว่างกรณีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ 4 รัฐมนตรีที่ลาออกมารับตำแหน่งภายในพรรคพลังประชารัฐ
การลาออกของทั้ง 4 คนมีผลให้สามารถเคลื่อนไหวในฐานะ นักการเมืองได้อย่างเต็มร้อย
ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงหัวโขน “เจ้าหน้าที่รัฐ”
แต่กรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มิได้เป็นเหมือนกับกรณีของ นายอุตตม สาวนายน หรือ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล แม้ว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ
เพราะอย่างน้อยก็ยังมีอีก 2 หัวโขนที่ยังสวมอยู่
1 คือความเป็นหัวหน้าคสช. และ 1 คือความเป็นหัวหน้ารัฐ บาลหรือนายกรัฐมนตรี
2 หัวโขนนี่แหละทำให้การเคลื่อนไหวอาจติดขัด
ไม่เพียงแต่ติดขัดเพราะการเป็น”เจ้าหน้าที่รัฐ”เท่านั้น หากแต่ยังติดขัดกับสถานะที่ต้องดำรงและดำเนินไปอย่าง “เป็นกลาง”
คำว่า “เป็นกลาง” นั่นแหละที่อาจกลายเป็นอุปสรรค ปัญหา
เป็นธรรมดาที่ภายในพรรคพลังประชารัฐจะต้องดีใจเพราะนี่คือสิ่งที่ต้องการและเรียกร้องอยู่ลึกๆว่าจะได้รับ”ไฟเขียว”จากกกต.เปิดโอกาสให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถช่วยหาเสียงแม้กระทั่งกล่าวคำ“ปราศรัย”บนเวที
แต่ก็เป็นการเปิดโอกาสอย่างมิใช่ว่าจะเป็นทางโล่งตลอดแนวอย่างที่มุ่งมาดปรารถนา
ผลจึงอาจเป็นไปได้ทั้ง“ด้านดี”และด้านอันตรงกันข้าม

