หน้าแรก การเมือง คำถามจากชาวเน...

คำถามจากชาวเน็ต “ข้อเท็จจริงที่ สุริยะ น่าจะรู้ดี”

2.03.19 | 12:45 น.

คำถามจากชาวเน็ต “ข้อเท็จจริงที่ สุริยะ น่าจะรู้ดี”

วันที่ 2 มกราคม ผู้ใช้ เฟชบุ๊ก ชื่อ Peemai Sirikul ได้โพสต์ข้อความ #ข้อเท็จจริงที่คุณสุริยะ_จึงรุ่งเรืองกิจ_น่าจะรู้ดี โดย ระบุว่า

เห็นไทยโพสต์ลงคำปราศรัยของ “คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แล้ว ปีใหม่ก็อยากจะร่วมเผยแผ่ความรู้อีกมุมหนึ่ง ซึ่งเป็นมุมตรงกันข้ามกับสิ่งที่คุณสุริยะพูดโดยสิ้นเชิง

คุณสุริยะพูด 2 เรื่อง

เรื่องแรก : นายกทักษิณแปลงค่าสัมปทานมือถือเป็นภาษีสรรพสามิตเอื้อธุรกิจตัวเอง จะได้จ่ายน้อยลง
เรื่องที่สอง : นายกทักษิณสั่งให้คุณสุริยะซึ่งเป็น รมว คมนาคมขณะนั้นแก้ไขระเบียบการบินพลเรือน เปิดโอกาสให้มีสายการบิน Low Cost ในไทยได้ จากเดิมที่มีแค่การบินไทยเจ้าเดียว คุณสุริยะบอกว่า “ผมก็ทำ แต่สุดท้ายทักษิณกลับให้บริษัทในเครือของทักษิณ มาตั้งสายการบินแอร์เอเชียซะเอง” https://bit.ly/2NAEEYy

Advertisement

เรื่องที่สองนี่ ถ้ามันทุจริตเชิงนโยบายอย่างคุณสุริยะพูดจริง ย่อมเท่ากับว่า คุณสุริยะสารภาพผิดต่อหน้าสาธารณะเลยนะคะว่าตัวเองทุจริต อย่างน้อยๆ ก็สมรู้ร่วมคิด ทั้งๆ ที่ผิดกลับยินยอมกระทำไป แบบนี้ ปปช.ว่าไงคะ คุณประยุทธ์ด้วยค่ะ จะทำเฉยๆ ผ่านๆ ไปได้อย่างไรคะ?

ทั้งสองเรื่องนี้ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างคุณสุริยะจะไม่รู้ข้อเท็จจริง คำพูดของเธอเสมอแค่ “นกหวีด” ตัวหนึ่ง ซึ่งโดนลมปากคุณสุเทพเป่ามาอีกทีแค่นั้น

?เอาเรื่องแรกก่อน “แปลงค่าสัมปทานมือถือเป็นภาษีสรรพสามิต”

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจโครงสร้างกิจการโทรคมนาคมของไทยก่อนนะคะ จึงจะเข้าใจเรื่องราวได้อย่างถ่องแท้ ไม่ใช่จับแค่บางส่วนเสี้ยวเอาไปกระเดียด

เดิมกิจการโทรคมนาคม องค์กรรัฐจะให้ในรูป “สัมปทาน” แก่บริษัทเอกชน แต่ (ดัน) ไม่ได้มีองค์กรรัฐเพียงองค์กรเดียว (ดัน) มีถึง 2 องค์กรพร้อมกัน ซึ่งแต่ละองค์กรก็มีกฎเกณฑ์เป็นของตนเอง ปัญหามันเริ่มจากตรงนี้แหละค่ะ คือ ความแตกต่างกันในเงื่อนไขของสององค์กร ที่ให้กับเอกชนคู่ค้า

1) องค์การโทรศัพท์ (ทศท) ให้สัมปทานโทรศัพท์มือถือแก่ AIS ซึ่งเป็นรายแรกที่เข้าสู่ตลาด
2) การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท) ให้สัมปทานโทรศัพท์มือถือกับ Dtac และ True Move

องค์การโทรศัพท์ซึ่งมีโครงข่ายเป็นของตนเอง และ เป็นโครงข่ายหลักในประเทศ แต่การสื่อสารแห่งประเทศไทยไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง ต้องอาศัยโครงข่ายขององค์การโทรศัพท์ ทำให้ AIS ซึ่งรับสัมปทานจากองค์การโทรศัพท์ไม่ต้องเสียค่าโครงข่ายแยกต่างหาก เพราะคิดค่าสัมปทานพร้อมกันทั้งแพ็คเกจ ในขณะที่ Dtac และ True Move ทั้งสองบริษัทมีต้นทุนการประกอบการอีกส่วนหนึ่ง คือ ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย ผลจากการนี้จึงทำให้ต้นทุนการประกอบการของ 3 บริษัทนี้จึงไม่เท่ากันตั้งแต่แรก

ส่งผลให้ดีแทคกับทรูมูฟ มีต้นทุนสูงกว่า เพราะนอกจากจะจ่ายค่าสัมปทานให้การสื่อสารฯ แล้วยังต้องจ่ายค่าเชื่อมต่อโครงข่ายให้กับองค์การโทรศัพท์อีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เป็นความสับสนของภาครัฐเอง ที่ทำให้เรื่องมันซับซ้อน โดยใครไม่รู้เป็นตัวต้นคิด !

ต่อมามีการแปรรูปองค์การโทรศัพท์เป็นบริษัท ทีโอที และ มีการแปรรูปการสื่อสารเป็นบริษัท กสท. โทรคมนาคม ซึ่งมีการเปลี่ยนทุนเป็นหุ้น และกระทรวงการคลังถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าในอนาคตหากมีการนำบริษัทสองบริษัทนี้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็จะต้องขายหุ้นให้ผู้อื่นเข้ามาถือ

นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา !!

เพราะตอนแปรรูปทั้ง 2 หน่วยงานให้เป็นบริษัท ทั้งสองหน่วยงานยังได้สืบสิทธิตามสัญญาสัมปทานเดิมต่อไป นั่นคือทั้งทีโอที และ กสท.โทรคมนาคมยังได้ส่วนแบ่งรายได้จากการประกอบการของ AIS, Dtac และ True Move ตามสัญญาสัมปทาน ไปตลอดจนกว่าจะครบอายุสัมปทาน โดยทั้งสองบริษัทสามารถที่จะนำเงินส่วนแบ่งไปใช้จ่ายได้ก่อน เช่น ไปจ่ายค่าเงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอะไรจิปาถะ ที่เหลือจึงส่งเข้ากระทรวงการคลัง ซึ่งถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ และเป็นหน่วยงานของรัฐ

รัฐบาลขณะนั้น เห็นว่าทั้งบริษัทีโอที และ กสท เป็นเสือนอนกิน เพราะไม่ได้ทำอะไรให้ใครเลย ถึงงวดก็รับเงิน รัฐบาลทักษิณในขณะนั้น ร่วมกับประกาศกระทรวงการคลัง และ มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง (สังเกตนะคะว่า การตัดสินใจไม่ใช่ของนายกทักษิณคนเดียว) จึงได้แก้ปัญหาโดยออกพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิต ให้บริษัทเอกชนคู่สัญญา คือ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ ต้องส่งมอบส่วนแบ่งรายได้ 10% เข้ากระทรวงการคลังโดยตรง คงเหลือ 15% จ่ายให้คู่สัญญาสัมปทานเดิมของตน

จะเห็นว่า การออก พรก สรรพสามิต ครั้งนี้ ไม่ได้เอื้ออะไร AIS เลยแม้แต่น้อย เพราะเดิมที่เคยจ่าย 25% เต็มๆ ตรงๆ ให้องค์การโทรศัพท์ ก็ยังต้องจ่าย 25% เท่าเดิม เพียงแต่แบ่งจ่ายเป็น 2 แห่ง ให้กระทรวงการคลัง 10% ให้ที่เดิม 15%

แล้วข้อหาที่ว่าเอื้อ AIS มันมาได้อย่างไร ? คนที่เดือดร้อนคือองค์การโทรศัพท์ ใช่ไม่ใช่ เพราะรายได้ลดลง แต่ผลประโยชน์ตกเป็นขององค์กรรัฐ คือ กระทรวงการคลัง แล้วนายกทักษิณผิดอะไรคะ ?

รัฐบาลหลังทำรัฐประหารนายกทักษิณเข้ามา ก็รีบรับลูกทันที เพื่อให้แลสมเหตุสมผลต่อการทำรัฐประหาร “สั่งระงับใช้” พรก ทันทีทันควัน มิไยที่ฝั่งนายกทักษิณและใครต่อใครที่เขาเข้าใจ “อุปสงค์” “อุปทาน” ของตลาด และ ความรู้พื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์ จะพยายามอธิบาย ว่าการแปลงสัมปทานมือถือเป็นภาษีสรรพสามิตนั้น เป็นความชาญฉลาดของรัฐบาลทักษิณ ทำให้รัฐมีรายได้ไม่ตกหล่นสูญหายมลายไปกับ 2 องค์กรเสือนอนกิน “ทีโอที” และ “กสท.”

ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า ก็คือคนที่ร่วมด้วยช่วยกัน “สร้างปีศาจภาษีสรรพสามิตมือถือ” ขึ้นมา พอมีอำนาจจากการรัฐประหารอีกครั้งหลังยุคนายกยิ่งลักษณ์ กลับหันมาสั่ง “หาทางนำภาษีสรรพสามิตปัดฝุ่นใช้ใหม่” เพื่อ “หารายได้เข้ารัฐเพิ่ม” !!!

ไทยรัฐรายงานว่า สาเหตุที่ คสช นำประเด็นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมภาษีโทรศัพท์มือถือที่กำหนดอัตราไว้ที่ 10% และโทรศัพท์พื้นฐาน 2% กลับมาหารืออีกครั้งเมื่อ ตุลาคม 2558 เพราะขณะนั้นรัฐบาลประสบปัญหาภาวะการจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา จึงจำเป็นต้องนำเรื่องภาษีโทรคมนาคมมาหารืออีกครั้ง https://www.thairath.co.th/content/535509 และ https://www.tnews.co.th/contents/203530

เรื่องนี้คุณสุริยะถ้าไม่รู้ก็ลองอ่านดูนะคะ แล้วฝากไปถามคุณประยุทธ์ หัวหน้า คสช และ แคนดิเดต พปชร ของคุณสุริยะด้วยว่า “ถ้าภาษีสรรพสามิตมือถือมันเลว มันชั่ว มันโกงทางนโยบายจริง ทำไม คสช จึงสั่งให้นำมาปัดฝุ่นใช้ใหม่อีก?”

เรื่องที่สอง คุณสุริยะว่า “ทักษิณ บอกว่าต้องปรับปรุงแก้ไขให้สายการบินโลว์คอสต์ มาบินเริ่มต้นจากประเทศไทยได้ด้วย ซึ่งผมก็ให้กรมการบินพลเรือน แก้ไข เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่พอแก้ไข ทักษิณ กลับไปให้บริษัทในเครือของทักษิณ มาตั้งสายการบินแอร์เอเชียนี่คือผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งหมด”

เหลือเชื่อว่าคุณสุริยะไม่รู้ว่า Air Asia ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนายกทักษิณเลยแม้แต่น้อย หุ้นส่วนสำคัญของ Air Asia สามารถเช็คได้ที่ลิงค์นี้ http://www.aavplc.com/index.html?menu=aav_directors&lang=th

กลุ่มคิงเพาเวอร์ เจ้าสัววิชัยที่ ฮ ตกเสียชีวิตต่างหากที่เคยถือหุ้นใหญ่และขายคืน https://bit.ly/2XwyVre

และ ในลิงค์นี้http://aav-th.listedcompany.com/shareholdings.html

แล้วนายกทักษิณเกี่ยวอะไรด้วย นายกทักษิณได้อะไรกับเขาเหรอคะ ?

เรื่องสายการบิน Low Cost มันเป็นกระแส และ เทรนด์ของโลก ประเทศไหนๆ ก็ทำกัน นายกทักษิณแค่มีวิสัยทัศน์จึงคิดว่าประเทศไทยก็ควรจะเปิดเสรีการบินด้วย

โดยการบินไทยเองก็มี บริษัทลูก Low Cost Airlines อย่างไทยสไมล์ นกแอร์ ที่เป็นคู่แข่งกับ Air Asia แต่ต้องถามการบินไทย “ทำยังไงถึงได้ขาดทุนทุกสายการบิน” ?

เรื่องนายกทักษิณไม่มีเอี่ยวอะไรกับ Air Asia เรื่องนี้ชัด และ เคลียร์นะคะ ?

แต่เรื่องคุณสุริยะมีเอี่ยวกับหุ้น ปตท มหาศาล ณ วันแรกที่เปิดจอง หลังแปรรูป หลายคนเขายังคงกังขา คุณสุริยะและเครือญาติได้หุ้น ปตท มามากมายเป็นอันดับหนึ่งได้อย่างไร

คุณสุริยะทำยังไงเหรอคะจึงทำให้ ปตท ขายหุ้นหมดเกลี้ยงได้ภายในเวลา 1 นาที 17 วินาที ?

เรื่องนี้ประชาชน “นกหวีด” เขาเคยกังขาพอๆ กับเรื่องที่คุณสุริยะเป็นมะเร็งเกือบจะไปภพใหม่ แต่มีนางฟ้าใจดีที่ไหน พาไปเสกเป่าจนก้อนมะเร็งหายเกลี้ยงไปได้ มีชีวิตใหม่ที่ลืมความหลังได้ลงคอจวบจนบัดนี้

ทั้งสองเรื่องนี้เป็นแค่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ที่คนอื่นไม่รู้หรอกค่ะว่าเรื่องจริงเป็นไง จะมีก็แต่คุณสุริยะแหละค่ะน่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ เหมือนเรื่อง CTX กับ สินบนโรลส์รอยซ์ ที่คนอื่นก็อาจไม่รู้ แต่คุณสุริยะอาจรู้ซึ้งกว่าใครๆ จนอาจเป็นเหตุให้ คุณสุริยะจำอะไรเกี่ยวกับนายกทักษิณผิดพลาดไป

ใช่ไม่ใช่ จริงไม่จริงคะ ?