ยิ่งใกล้วันที่ 24 มีนาคม ที่เป็นวันเลือกตั้ง อุณหภูมิทางการเมืองก็ยิ่งร้อนขึ้นตามลำดับ
พรรคการเมืองต่างๆ ก็เร่งโชว์นโยบาย หวังชนะเลือกตั้งและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือหวังให้ผู้สมัครของพรรคได้รับเลือกตั้งให้มากที่สุด
ขณะที่บางพรรคต้องทำทุกวิถีทาง เพราะจะแพ้การเลือกตั้งไม่ได้ ไม่เช่นนั้น จะเสียหน้าและเสียของ
การเมืองจึงร้อนแรงด้วยกลยุทธและวิธีการ มีการท้าทายและตอบโต้กันดุเดือด รวมทั้งยังมีกองเชียร์ของทั้งสองฝ่ายออกมาผสมโรง
ข่าวลือข่าวลวงก็ว่อนในโซเชียลฯ
พรรคและนักการเมืองพากันออกมาโวยวายว่า เรื่องการเอาเปรียบสารพัด ถูกกลั่นแกล้ง ป้ายสี ดิสเครดิต
ป้ายหาเสียงของผู้สมัครหลายคนถูกทำลาย
มีเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก และแจ้งความดำเนินคดีกันแล้วหลายราย
ซึ่ง 2 คดีใหญ่ๆ ที่สังคมให้ความสนใจและติดตาม คือ
1.คดียุบพรรคไทยรักษาชาติ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 7 มีนาคมนี้
2.คดีที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และพวกรวม 3 คน ตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งอัยการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 26 มีนาคมนี้
ขณะที่การปราศรัยหาเสียงของพรรคการเมือง ก็หนักหน่วงรุนแรงขึ้นตามลำดับเช่นกัน
ภาษาสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช “กู-มึง-ไอ้-อี” เริ่มดังกระหึ่มบนเวทีปราศรัย
ไม่สนใจว่า ใครจะวิจารณ์ว่า “สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล”
บางคนที่เคยพูดจาไพเราะ ไม่เคยแสดงพฤติกรรมหยาบคายให้สังคมได้รับรู้ แต่พอขึ้นเวทีแล้วจับไมค์ปราศรัยก็ของขึ้น กลายเป็นคนละคน
บางคนที่เคยทำตัวเหนือชั้น หรือคิดว่า อยู่เหนือกว่าคนอื่น ก็ยอมลดชั้นตัวเองลงมา
เรื่องแบบนี้ บางคนเป็นเรื่องที่กระทำจนเป็นนิสัยปกติ
บางคนเหมือนต่อมแตก แสดงออกถึงธาตุแท้ในส่วนลึก
ซึ่งการปราศรัยกันแบบนี้ก็มีข้อดี เพราะสามารถเข้าถึงชาวบ้านได้ดีที่สุด เหมือนแสดงจริงใจ ตรงไปตรงมา และเป็นกันเอง
สะท้อนให้เห็นว่า การเมืองต้องทำได้ทุกอย่าง

