หมายเหตุ – น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ คณะทำงานนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) หนึ่งในสายเลือด ทษช. เปิดใจเล่าถึงที่มาที่ไปของแนวคิดเศรษฐกิจแบบเทคซิโนมิกส์ของ ทษช. ที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดและแนวทางมาจาก Dual Track Policy (นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 แนวทาง หรือ นโยบายเศรษฐกิจแบบคู่ขนาน) โดยมีเป้าหมายจะนำความกินดีอยู่ดีให้กับคนไทยอีกครั้ง
⦁เทคซิโนมิกส์ (Techsynomics) คืออะไร
แนวคิดเทคซิโนมิกส์ที่ ทษช.นำเสนอนั้นมาจากการที่เราได้พิจารณาปัญหาของประเทศปัจจุบันทั้งระบบ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจปากท้องประชาชน แล้วก็มาคิดหาทางแก้ไขในรูปแบบต่างๆ ซึ่งก็ค้นพบว่าที่จริงแล้วหนทางแก้ไขนั้นมีตัวอย่างอยู่แล้วในอดีต เพียงแต่ว่าช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาถูกละเลย และไม่มีการเตรียมความพร้อมในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีในโลกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อยแต่เป็นคนส่วนใหญ่ที่ถือเป็นฐานรากและเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จนส่งผลกระทบต่อความสมดุลด้านต่างๆ แล้วส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจในภาพใหญ่ เราจึงคิดว่าแนวทางแก้ไขเรื่องนี้ คือต้องเร่งกลับมาสร้างสมดุล เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศกลับมาขับเคลื่อนได้ดีอีกครั้ง จึงเป็นที่มาของแนวคิดการใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบคู่ขนาน แล้วต่อยอดด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นตัวเสริม เพราะเศรษฐกิจยุคใหม่ หนีไม่พ้นเรื่องของเทคโนโลยี เราจึงผสมผสานเรื่องนี้เข้าด้วยกัน เป็นการฟื้นฟูและต่อยอดเศรษฐกิจทั้ง 2 ระดับ (การค้าใน-ต่างประเทศ และการจับจ่ายใช้สอย) เพื่อให้ประเทศไทยก้าวทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างโอกาสให้คนไทย แล้วทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น
⦁อะไรคือความสำคัญของระบบเศรษฐกิจแบบคู่ขนาน
นโยบายเศรษฐกิจแบบคู่ขนานนั้นเคยถูกนำมาใช้แก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศมาแล้วอย่างได้ผลในยุครัฐบาลไทยรักไทย และได้รับการยอมรับอย่างยิ่งทั้งในไทยและต่างประเทศ ตอนนั้นหลายประเทศให้ความสนใจมาเรียนรู้และนำนโยบายเศรษฐกิจแบบคู่ขนานไปปรับใช้กับการบริหารประเทศของเขา อย่างเช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งจีน ซึ่งถูกเปรียบเทียบเป็นหัวรถจักรของการเติบโตในภูมิภาคนี้ก็ยังส่งเจ้าหน้าที่มาดูความสำเร็จของนโยบายเศรษฐกิจแบบคู่ขนานด้วย แม้แต่สิงคโปร์ก็พูดได้ว่าจับตาเราเลยด้วยซ้ำ ซึ่งเขาเป็นประเทศเล็กแต่มีธุรกิจการเงินที่สร้างรายได้ แต่ประเทศไทยมีวัตถุดิบ ทรัพยากรและกำลังการผลิต ซึ่งทำให้เรามีของให้ขายมากกว่าเขา
ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยนโยบายเศรษฐกิจแบบคู่ขนานนั้นเน้นเรื่องประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งคนในที่นี้คือคนฐานรากและคนระดับบน ให้ความสำคัญกับประชาชนมากกว่าการเล่นการเมือง จึงทำให้ได้หัวใจประชาชน
ความสำเร็จในครั้งนั้นเกิดจากการกระจายเม็ดเงินลงไปถึงในระดับหมู่บ้าน ทั้งการสร้างเม็ดเงินสะพัดจากโครงการต่างๆ เช่น โอท็อป ถ้าดูโครงสร้างดีๆ จะเห็นว่าเม็ดเงินได้รับการกระจายไปในระดับตำบล แล้วยังมีกองทุนหมู่บ้าน, กองทุนพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) และ SME ที่เม็ดเงินถูกอัดฉีดลงไปสู่หมู่บ้านโดยตรง ทำให้คนทั่วประเทศมีกำลังซื้อ มีทุนสำหรับการประกอบอาชีพ มีการจับจ่ายใช้สอย ทำให้เกิดการบริโภคในประเทศ
ส่วนเศรษฐกิจระดับบน ตอนนั้นก็มีหลายๆ ด้าน ตั้งแต่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจนสำเร็จ ไปจนถึงการมีทีมไทยแลนด์ ที่จะมีทีมทูตเจรจาการค้าร่วมกับทูตพาณิชย์ไปเสนอสินค้าที่ประเทศไทยผลิตให้กับผู้ซื้อต่างประเทศ ช่วงนั้นการค้า การลงทุน การส่งออก ทำได้ง่ายขึ้น
เทคซิโนมิกส์ของ ทษช. ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนโยบายเศรษฐกิจแบบคู่ขนาน ที่เคยสร้างความเจริญให้ทุกคนได้อยู่ดีกินดีอย่างเท่าเทียมมาแล้วในอดีต โดยเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง คือคนชนบทและคนเมือง
⦁มองปัญหาเศรษฐกิจของประเทศขณะนี้อย่างไร
เรามองว่าปัญหาของบ้านเราตอนนี้ สถานการณ์ต่างกัน แต่หลักการไม่แตกต่าง คือเรื่องความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในประเทศมันหมดไปแล้ว ทำให้การค้าการลงทุนระหว่างประเทศต่ำลงมากกว่าที่ควรจะเป็น
ไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกขาเดียวถึง 70% การพัฒนาประเทศก็ไม่มีความสมดุล โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างสังคมเมืองกับชนบท ดังนั้น เราต้องดึงกลับมาโดยใช้เศรษฐกิจ 2 แนวทางเข้ามาช่วยแก้ไข
ทษช.ยังมองว่าโลกเปลี่ยนไป หากเรามองเรื่องเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ในวันนี้เราต้องเข้าใจเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากเข้าใจแล้วยังต้องปรับตัวและวางแผนรับมือ เพราะวิถีชีวิตหรือการใช้ชีวิตประจำวันของเราเปลี่ยนไป เราจะทำแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป
คนตัวเล็กๆ ในประเทศซึ่งมีอยู่มาก ทุกวันนี้ประสบปัญหา ไม่มีทุน ไม่มีแหล่งทุนและไม่มีโอกาส เราต้องแก้ไขโดยใช้นโยบายเศรษฐกิจ 2 แนวทางกับเทคโนโลยี ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนและการเปลี่ยนแปลงของโลก มากกว่าการเล่นการเมือง ทำให้ได้หัวใจจากประชาชน เศรษฐกิจในประเทศเข้มแข็ง เพื่อเป็นที่ดึงดูดของนักลงทุนและสร้างความเชื่อมั่น
⦁เชื่อว่าเทคซิโนมิกส์จะเป็นเครื่องมือในการคว้าหัวใจจากประชาชนอีกครั้ง
คุณลุงที่เคารพรักท่านหนึ่งเคยสอนเสมอว่า อย่าทำทุกอย่างให้เป็นการเมือง ให้ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประชาชน แล้วการเมืองจะตามมาเอง ซึ่งดิฉันจดจำมาใช้ในการทำงานเสมอ เราจึงพยายามคิดว่าเมื่อเห็นต้นตอปัญหาที่ประชาชนต้องเจอแล้ว จะแก้ไขอย่างไร
“Techsynomics มาจากคำว่า Technology sync Economics คือ เราจะสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทย ด้วยระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย” ทีม ทษช.ได้ดูข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วพบว่าคนไทยกว่าครึ่งประเทศ มีรายได้เฉลี่ยแค่คนละ 6,500 บาท/เดือน แต่มีรายจ่ายเฉลี่ยต่อครอบครัวถึง 21,000 บาท/เดือน เกษตรกรในยุค คสช. ก็ราคาพืชผลตกต่ำ รายได้ไม่เพิ่มขึ้น เฉลี่ยแค่ 5,000 บาท/เดือน
อีกตัวเลขที่น่าสนใจ คือ ธ.ก.ส.ระบุว่าหนี้เสียเกษตรกรเพิ่มขึ้นเกือบ 44% ค่าแรงที่มีการปรับขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบหลายปี ไม่ถึง 30 บาท (5-25 บาท) ส่วนผู้ประกอบการ SME ที่มีมากกว่า 3 ล้านราย แต่กลับมีประสิทธิภาพส่งออกไม่ถึง 40,000 ราย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราก็นำมาสรุปเป็นวิธีคิดแบบ “เทคซิโนมิกส์” ซึ่งจะสร้าง 5 โอกาสใหม่ ให้กับคนไทย 5 กลุ่ม ประกอบด้วย โอกาสใหม่ของภาคการเกษตร โดยจะเชื่อมเกษตรกรเข้าสู่ตลาดโลก อาศัยกลไกตลาดและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อดึงราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น, ยกระดับราคาสินค้าเกษตรภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง, พัฒนาศักยภาพเกษตรกร ให้เป็นการเกษตรแบบแม่นยำ หรือ Precision Agriculture ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูล ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มราคาขาย พร้อมต่อยอดด้วยการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก ผ่าน E-Commerce
โอกาสใหม่ของภาคแรงงานก็จะย้ายแรงงานจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมาสู่ภาคบริการ เพื่อรองรับการท่องเที่ยว ที่จะสามารถขยายตัวได้ถึง 6 ล้านล้านบาท ในปี
2571
โอกาสใหม่ของภาคบริการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ให้เชื่อมต่อการท่องเที่ยวทุกจังหวัด ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านและทั่วโลก, ส่งเสริมให้คนไทยสร้างแอพพลิเคชั่นที่เป็น One Stop Service ให้ข้อมูลครอบคลุมการท่องเที่ยวทั้งระบบ, ส่งเสริมให้คนในชุมชนปรับบ้านให้เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งท่องเที่ยว ทำโฮมสเตย์ให้เป็น Airbnb สร้างรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชน
โอกาสใหม่ของผู้ประกอบการรายย่อย โดยจะสร้างพันธมิตรทางการค้ามาเสริมสร้างศักยภาพ SME ไทย ให้ขยายธุรกิจสู่เวทีโลก และปรับปรุงข้อกฎหมาย รองรับการลงทุนจากต่างชาติ ส่งเสริมให้ SME แปรรูปสินค้าเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาดโลกยุคใหม่ และโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจเกิดใหม่ สร้างระบบเครือข่ายพี่เลี้ยง Thailand Startup Networking (TSN) ให้ผู้ประกอบการใหม่เข้าถึงความรู้ใหม่และผู้เชี่ยวชาญ, ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อย startup และนักศึกษาจบใหม่ ให้สามารถตั้งตัวได้ด้วยกองทุนสร้างโอกาส
⦁เทคซิโนมิกส์และการสร้าง 5 โอกาสใหม่ จะนำมาซึ่งนโยบายของพรรค ทษช.
อีกความหมายของเทคซิโนมิกส์ คือ Dual track policy plus Technology เป็นหนึ่งในแนวคิดที่อยู่ในนโยบายหลัก 12 ข้อที่คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ทษช. ประกาศไว้ โดยมุ่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจ สร้างโอกาสใหม่ เพิ่มรายได้ กระจายมั่งคั่ง สังคมเป็นสุข เพียงแต่ว่าในยุคนี้มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเป็นตัวเสริม เชื่อมไทย เชื่อมโลก
เมื่อก่อนใครจะคิดว่าโทรศัพท์มือถือจะมาแทนที่โทรศัพท์บ้าน วันนี้มือถือกลายเป็นของจำเป็นในชีวิตประจำวัน และกำลังมีบทบาทสำคัญในธุรกิจทางการเงิน เช่น กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือบางอุตสาหกรรมได้นำเอาหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ ถ้าเราไม่รู้จักที่จะเข้าใจและมองข้างหน้า คนก็จะถูกหุ่นยนต์มาแทนที่
สำหรับ 12 นโยบายพรรค ทษช. ประกอบด้วย 1.รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น เพื่อฟื้นการลงทุนจากในและต่างประเทศ
2.เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และดูแลราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำด้วยการสร้างผู้ประกอบการด้านเกษตรสมัยใหม่ (Smart farmer) ใช้ Digital marketing เชื่อมผลิตภัณฑ์เกษตรไทยสู่ตลาดโลก, จัดหาสินเชื่อเกษตรระยะยาว ตั้งกองทุนปรับโครงสร้างเกษตร 3.เร่งการส่งออกโดยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้า 12 ฉบับ, เปิดเจรจาการค้าใหม่, ส่งเสริมการค้าชายแดน เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว
4.ปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เช่น กลาโหม เร่งลงทุนใน Mega project ด้านคมนาคม 5.ลดการผูกขาด, ไม่เอื้อทุนใหญ่ ยกเลิกและแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค (Deregulation) 6.สร้างความมั่งคั่งใหม่ด้วยกองทุนสร้างโอกาส, OTOP plus, Digital Economy, เปิดประตูสู่ 5G, จัดตั้ง TSN startup และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน 7.ยกระดับการให้บริการและการบริหารจัดการด้านสาธารณสุข 30 Plus + สร้างนำซ่อม 8.กำหนดให้การจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติ, พัฒนาขีดความสามารถในการควบคุมมลพิษ โดยเฉพาะการลดมลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่อย่างจริงจัง จัดระบบจัดการขยะที่ทันสมัยใหม่
9.พลิกโฉมการศึกษาไทยสู่ศตวรรษที่ 21 สร้างเด็ก สร้างหลักสูตรและสร้างครู ด้วยหลัก 7Cs ลดความเหลื่อมล้ำการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมทั้งยกระดับโครงการ ICL 10.เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยด้วย Retraining aging workforce สร้างความมั่นคงทางรายได้ ส่งเสริมการออม 11.เร่งแก้ปัญหายาเสพติด ฟื้นนโยบายผู้เสพคือผู้ป่วย และลดปัญหาคอร์รัปชั่น โดยปรับแก้กฎหมายและเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน 12. ฟื้นฟูประชาธิปไตย สร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ยกเลิกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ส่งเสริมการกระจายอำนาจ คืนอำนาจให้ท้องถิ่นและประชาชน
⦁จากนโยบายเศรษฐกิจแบบคู่ขนาน เทคซิโนมิกส์ คาดหวังอย่างไร
คือเราเชื่อว่า ถ้าคนไม่สมบูรณ์จะไม่สามารถวิ่งเร็วได้ เช่น คนที่ขาแข็งแรงข้างหนึ่ง แต่อีกข้างไม่แข็งแรง ให้วิ่งแข่งกับคนที่มีขาสองข้างคงไม่ได้ หรือแม้แต่จะแข่งกับคนที่มีขาไม่แข็งแรงแต่สองข้างสมดุลกันก็คงแพ้อยู่ดี เพราะคนที่มีขาสองข้างสมดุลแม้จะไม่แข็งแรงก็น่าจะวิ่งได้ดีกว่าคนที่ขาแข็งแรงเพียงข้างเดียว ดังนั้น ทฤษฎีนี้จึงพยายามดูว่าอะไรที่ไม่สมบูรณ์ก็ดึงขึ้นมา แล้วอะไรที่มากเกินไปแล้วจะทำให้เกิดความเสียหาย ก็ลดลงมา เพื่อให้เกิดความสมดุลแล้วเราจะวิ่งไปได้

