‘วิญญัติ’เย้ย เด็กนิติฯปี1ยังรู้’บิ๊กตู่’เป็นจนท.รัฐ จี้กกต.ชี้หรือส่งศาลรธน.ก่อน 17 มี.ค.

5.03.19 | 12:39 น.

“วิญญัติ”ชี้ กกต.อย่าหลงประเด็นตาม”วิษณุ”ชี้นำ ระบุร้อง”ประยุทธ์”เป็นลักษณะต้องห้ามตามดำรงเจ้าหน้าที่รัฐอื่น จี้ มัวเเต่กลัวอะไรไม่สั่งสอบสวนวินิจฉัยชี้ขาด เพิกถอนชื่อปล่อยให้สั่งทหารคุกคามติดตามผู้สมัคร


เมื่อวันที่ 5 มีนาคมนายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมาย เพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ได้โพสต์เฟซบุ๊คถึงกรณีที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 98(12) ที่เขียนว่าจะต้องไม่เป็นข้าราชการ ยกเว้นข้าราชการการเมือง ซึ่งนายกรัฐมนตรี เป็นข้าราชการการเมืองจึงได้รับการยกเว้นสามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรานี้ว่า

เรื่องนี้ขนาดเด็กนิติฯ ปีหนึ่ง ยังรู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งตามหลักกฎหมายปกครอง กฎหมายบริหารราชการแผ่นดินและรัฐธรรมนูญ

อันที่จริงผมไม่ได้ไปทักท้วงกกต. ให้ทบทวนการประกาศรายชื่อพลเอกประยุทธ์ ในสถานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” เพราะเป็นแน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่ยื่นคัดค้านและขอเพิกถอนชื่อพลเอกประยุทธ์ เพราะมีลักษณะต้องห้ามความเป็นรัฐมนตรี ซึ่งรวมถึงการจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 160(6) ในสถานะเป็นหัวหน้า คสช. เนื่องจากความเป็น”เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” จะได้ไม่หลงประเด็น ซึ่งคำคัดค้านสรุปว่า

Advertisement

“..เมื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรี การที่พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อบุคคลดังกล่าวอยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา มาตรา160(6) ประกอบมาตรา 98(15) เป็นการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทบทวนการประกาศรายชื่อของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐเสียใหม่และดำเนินการเพิกถอนชื่อบุคคลดังกล่าวต่อไป..”

ประชาชนทราบโดยทั่วไปว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า คสช. มีอำนาจทั้งตามรัฐธรรมนูญ(ชั่วคราว) 2557 และรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 พลเอกประยุทธ์ได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 125,590 บาท ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2557 จนถึงปัจจุบัน และยังดำรงตำแหน่งอื่นๆที่แต่งตั้งขึ้นตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงจึงนี้เป็นสาระสำคัญ ที่คณะกรรมการ กกต.ต้องวินิจฉัยหรือส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความให้เสร็จสิ้นก่อน 17 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้าก่อนเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 24 มีนาคม2562 เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม จะได้ไม่เป็นปัญหาทางกฎหมายในอนาคตภายหลังการเลือกตั้ง

ดังนั้น คณะกรรมการ กกต. ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ.ศ.2561 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ อีกทั้งยัง “มีหน้าที่และอำนาจ” วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งเกี่ยวกับข้อกำหนด ระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการ ตาม มาตรา 22 (3) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560

• เหตุใด กกต.เมื่อได้รับคำร้องของผมและคนอื่นๆที่ทักท้วงเรื่องสถานะพลเอกประยุทธ์ไว้ จึงไม่ทำหน้าที่และใช้อำนาจของ กกต. วินิจฉัยชี้ขาดเสียที กลัวอะไรหรือจงใจให้เกิดปัญหาใดกันแน่หรือไม่

ยังมีเรื่องที่น่าละอายสุดๆคือ การที่มีคำสั่งให้ทหารในเครื่องแบบติดตามผู้สมัครหลายคนหลายพรรคยกเว้นบางพรรคที่เชื่อมโยงอดีตรัฐมนตรีของรัฐบาล เพื่อเก็บข้อมูลรายงานด้านการข่าวแต่แต่งเครื่องแบบเปิดเผยตลอดเวลาที่ปฎิบัติหน้าที่ กกต.สอบหรือยังว่าใครสั่ง?

การกระทำเช่นนี้อาจเป็นการแสดงตนเพื่อข่มขู่ กดดันทางจิตวิทยาต่อผู้สมัครฝังตรงข้ามรัฐบาลและคสช.หรือไม่ เพราะล่าสุดที่เป็นข่าว ได้เกิดขึ้นกับพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธิ์ แม้จะอ้างว่าเพื่อดูแลความปลอดภัยก็ตาม แต่ที่ตามประกบเช่นนี้ นั่นคือ ทหารในเครื่องแบบ ทหารมาทำอะไรใช่หน้าที่ของทหารตรงไหน

การกระทำที่กล่าวมา ลักษณะอาจเข้าข่ายใช้อิทธิพลทางทหารเข้า คุกคามผู้สมัครและเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายชัดเจนเพราะ ตาม พ.ร.ป.ส.ส. 61 มาตรา 73(5) เป็นการใช้อำนาจออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐกระทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม ผู้ออกคำสั่งไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม กกต. ต้องหาตัวมาให้ได้ หากจะอ้างว่าเป็นเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยตามปกติ

แต่การออกคำสั่งนี้ มีเจตนาที่ส่อเป็นไปในทางไม่โดยชอบด้วยกฏหมาย เนื่องจากพฤติการณ์ที่ทหารได้กระทำไป มีลักษณะแต่งเครื่องแบบและทำหน้าที่ติดตามเฉพาะตัวผู้สมัครอยู่ตลอดเวลาขณะทำการลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชน ย่อมส่งผลทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมองเห็นได้ชัดเจนว่า ทหารอาจใช้อำนาจและอิทธิพลเข้าคุกคาม ติดตามตัวผู้สมัครจนเป็นเหตุให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนั้น ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาและมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี ตาม มาตรา 159

#กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา หากเจตนาส่อไม่เป็นกลางและไม่อิสระ จากนี้ไปเตรียมรับผลแห่งการกระทำ!