เมื่อการเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมใกล้เข้ามา ผู้ที่เสนอชื่อตัวเองให้พรรคการเมืองเพื่อเสนอชื่อตนเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องโน้มตัวยอมก้มศีรษะให้ประชาชน ออกเดินพบปะประชาชน พร้อมกับนำกล้องโทรทัศน์และนัดแนะสื่อมวลชนให้ไปทำข่าว
จากที่เคยออกโทรทัศน์ทุกวันศุกร์ ด่าทอข่มขู่ประชาชน จะใช้กฎหมายที่ตนเป็นคนตราขึ้นเล่นงานทุกคน หากมีการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมในการแสดงความคิดเห็นอย่างสุจริต ไม่ว่าจะโดยการพูดการเขียน หากตนเห็นว่าเป็นภัยก่อความมั่นคงของตน ต่อคณะรัฐประหารหรือรัฐบาล ไม่ใช่ต่อประเทศชาติ การแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีเป็นของแสลงของรัฐบาลเผด็จการทุกยุคทุกสมัย ทุกประเทศและทุกสถานที่
แต่เมื่อบรรยากาศใกล้วันเลือกตั้งเข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป นักการเมืองซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนก็จะถูกฝ่ายรัฐบาลเผด็จการสร้างกระแสต่อต้านว่าเป็นคนชั่วร้าย เป็นคนเลว สื่อมวลชนที่ไม่มีจิตวิญญาณของการเป็นปากเสียงของประชาชนก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย ละทิ้งอุดมการณ์และหน้าที่หลักของฐานันดรที่ 4 ที่ต้องเป็นปากเสียงแทนประชาชน ต้องอยู่กับฝ่ายที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่กลายเป็นปากเสียงให้กับฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ ฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับประชาชน
รัฐสภาอันประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎรหลังเลือกตั้งก็คงแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารให้คงเป็นรัฐบาลต่อไป กับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจของฝ่ายเผด็จการ สำหรับวุฒิสภาซึ่งผู้นำรัฐบาลเผด็จการเป็นผู้สรรหาและแต่งตั้งเอง ในที่สุดก็ย่อมจะต้องยกมือสนับสนุนผู้ที่แต่งตั้งตนให้เป็นหัวหน้ารัฐบาลต่อไป
มีสื่อมวลชนบางคนพยายามปลอบใจฝ่ายประชาธิปไตยว่า แม้สมาชิกวุฒิสภา 250 คนจะได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา แต่ก็อาจจะเป็นอิสระจากผู้นำในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ การสรรหาก็ย่อมจะสรรหาจากพรรคพวกเดียวกันเพื่อสนับสนุนตนให้อยู่ในอำนาจต่อไป เพราะไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาจากผู้ยึดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน
สมาชิกวุฒิสภาแม้จะมีกิริยามารยาทดี มีการศึกษา มีตำแหน่งแห่งที่ในระบบราชการ มีภาพลักษณ์ดี เป็นเศรษฐีหรือนักธุรกิจที่ร่ำรวย หรือไม่ก็เป็นคนที่เจ้าสัวคอยสนับสนุนการเมืองทางด้านการเงิน เพื่อแลกกับอภิสิทธิ์ในการทำการค้าและธุรกิจของตน ความจงรักภักดีของเหล่าสมาชิกวุฒิสภาจึงอยู่ที่ผู้ที่แต่งตั้งตน จึงเป็นไปไม่ได้ที่สมาชิกวุฒิสภาจะเลือกผู้อื่นเป็นหัวหน้ารัฐบาล
ประชาชนแม้จะไม่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเพียงครึ่งใบ แต่ก็อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการของผู้นำได้ เพราะในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอื่นๆ บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้บัญญัติว่าให้พิจารณาในที่ประชุมร่วมของทั้ง 2 สภา หรือที่เรียกว่ารัฐสภา ดังนั้น รัฐบาลแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจเผด็จการ ก็ยังต้องพึ่งประชาชนให้เลือกพรรคทั้งหลายที่ประกาศสนับสนุนตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล ทั้งๆ ที่อยากจะสืบทอดอำนาจต่อไปแต่ก็ทำยักท่า ไม่บอกทันที ทั้งๆ ที่ต้องการจะกลับมา ต้องรอให้ผลการสำรวจของสำนักสำรวจความคิดเห็นของสำนักต่างๆ ประกาศผลของการสำรวจความคิดเห็นของตนออกมาเสียก่อน ผลของการสำรวจความคิดเห็นที่เป็นคนทำเองประกาศผลเอง ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าจริงหรือไม่จริงตามหลักวิชาหรือไม่ ผู้ตอบคำถามตอบตรงตามความคิดเห็นของตนหรือไม่ หรือตอบเอาใจผู้ถาม หรือแม้แต่ผู้ถามตอบเอาเองก็มี ถ้ายังต้องการทำงานต่อไป ความเป็นอิสระของสื่อมวลชนไทยในฐานะองค์กรอิสระและเป็นปากเสียงของประชาชนนั้นยังอยู่อีกไกล
เมื่อวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใกล้เข้ามา ทุกคนเป็นนักการเมืองกันหมด คนเป็นนักการเมืองหรือผู้สมัครเป็นผู้แทนประชาชนไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจด้วยซ้ำ ส่วนท่าทีการพูดจากิริยามารยาทของผู้แทนนั้น ประชาชนเป็นอย่างไรเราก็ได้ผู้แทนของเราอย่างนั้น แต่การเป็นนักการเมืองจากการทำรัฐประหารนั้น เราจะได้มนุษย์อีกประเภทหนึ่งที่ไม่สะท้อนลักษณะกิริยามารยาทความคิดความเห็นของประชาชน แต่จะได้คนที่ดูดี เป็นคนที่มาจาก “ชนชั้นสูง” นักเรียนนอกพูดอังกฤษไม่มีสำเนียง เป็นลักษณะของคนที่สังกัด “ชนชั้น” สูงหรือร่ำรวย จะชอบเหมาเอาว่าตนเป็นคนมีความรู้เพราะมี “การศึกษา” สูง ประชาชนชั้นล่างไม่ฉลาดเหมือนตนเพราะไม่มีการศึกษา หรือถ้าจะมีการศึกษาก็เป็นการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในประเทศ ไม่ใช่นักเรียนนอกเหมือนตน ทั้งๆ ที่ตนไปเรียนนอกก็เป็นระดับมหาวิทยาลัยปลายแถว ที่เข้าเรียนได้ง่ายกว่าสถาบันการศึกษาในประเทศไทยเสียอีก สถานที่ที่ตนทำงานก็คือบริษัทของครอบครัว หาใช่สิ่งที่ตนทำขึ้นมาไม่
รัฐบาลเผด็จการนั้นทำให้การแบ่งชนชั้นชัดเจนและเข้มข้นมากขึ้น ทั้งการกระทำของรัฐบาล ปากเสียงของรัฐบาลและสื่อมวลชนไทยในรอบ 10 ปีหลังมานี้ สื่อมวลชนที่ลืมตนและคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง ไปเห็นดีเห็นงามกับเผด็จการ กล่าวหาตัวแทนของประชาชนซึ่งก็คือนักการเมืองว่าเลวชั่วร้าย ไม่สามารถพัฒนาได้
ระบบการปกครองนั้น ระบบสำคัญกว่าตัวบุคคล ถ้าสามารถพัฒนาระบบซึ่งต้องใช้เวลาด้วยการจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปซ้ำๆ ต่อเนื่องกันไปหลายๆ ครั้ง เพื่อสร้างการเรียนรู้ให้กับประชาชนในทุกภาคส่วนของสังคม ระบอบประชาธิปไตยเกิดได้จากการเรียนรู้และประสบการณ์ของประชาชนในการเลือกผู้แทนของตน พัฒนาการของประชาชนที่สามารถบังคับพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกให้ส่งผู้สมัครที่ตนต้องการเลือกได้ แต่ระบอบเผด็จการนั้นเป็นระบอบการปกครองที่ขึ้นกับตัวบุคคล ข้อมูลข่าวสารถูกปิดกั้น ไม่มีใครเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ ถึงแม้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ก็เปิดเผยต่อสาธารณชนไม่ได้ ทุกคนต้องคอยตรวจสอบตัวเองไม่ให้ “ล้ำเส้น” โดยที่ไม่รู้ว่าเส้นอยู่ที่ใด ใครผู้ใดเป็นผู้ขีดเส้น หรือจะเป็น “ไอ้ใบ้เจ้ามือยี่อิดผู้มีขวาน” เป็นผู้ขีดเส้น
การได้เห็นพรรคการเมืองต่างๆ จากข่าวโทรทัศน์ ดูจากคำมั่นสัญญาว่าถ้าตนได้เป็นรัฐบาล 3 สิ่งแรกที่ตนจะทำคืออะไร พรรคที่มาร่วมรายการคำมั่นสัญญาคือพรรคที่จะไม่ได้เป็นแกนนำร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคพลังประชารัฐซึ่งรู้ตัวแน่ชัดอยู่แล้วว่าตนร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และรู้อยู่แล้วว่าตนจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจเลือกผู้นำคนเดิมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังต้องการเสียงในสภาให้มากที่สุด เพื่อรวมกับพรรคอื่นที่ประกาศว่าจะสนับสนุนตนให้เป็นนายกรัฐมนตรี
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ คราวนี้อย่างไรเสียก็คงจะละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตยเข้าร่วมสืบทอดอำนาจกับเผด็จการทหารอีกครั้ง เป็นอำนาจที่ได้มาอย่าง “ไม่ชอบธรรม” จากการร่วมมือกับแกนนำประชาธิปัตย์ที่นำคนมาชุมนุมเรียกร้องเพื่อปูทางให้ทหารทำรัฐประหาร ผู้ที่มาร่วมชุมนุมจำนวนมากกว่าจะรู้ตัวก็เป็นเวลาหลายปีและแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากเอานกหวีดมาคืน
ในช่วงปลุกอารมณ์ทางการเมืองให้ถึงขีดสุด โดยพฤติกรรมของหัวหน้าพรรคและแกนนำพรรคก็เห็นได้ชัดเจนแล้วว่าพร้อมที่จะเข้าร่วมสืบทอดระบอบเผด็จการ มากกว่าที่จะยอมเป็น “ฝ่ายค้าน” อันทรงเกียรติตามวิถีทางประชาธิปไตย ประชาธิปัตย์นั้นพูดเก่งแต่ทำงานไม่เป็น เป็นรัฐบาลและเป็นรัฐมนตรีที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ แต่เป็นฝ่ายค้านที่มีอานุภาพและมีประสิทธิภาพ เป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่บรรพบุรุษของพรรคแล้ว
ที่แปลกก็คือประชาธิปัตย์เปลี่ยนผู้นำมาหลายรุ่นแล้ว แต่ก็ยังคง “ลักษณะเดิม” ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เป็นพรรคที่ผู้นำทหารเอามาร่วมรัฐบาลอยู่เสมอ เมื่อร่วมรัฐบาลแล้วก็หายไปเลย ไม่ได้ยินว่าทำอะไรมีความคิดความเห็นอย่างไร หัวหน้ารัฐบาลทหารต้องการอะไรก็เห็นดีเห็นงามไปด้วยทั้งหมด เคยทำงานด้วยเป็นเวลานาน เคยเป็นอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้น เที่ยวนี้หลังการเลือกตั้ง ประชาธิปัตย์ก็คงได้รับเลือกให้เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาล สนับสนุนคนเดิมเป็นหัวหน้ารัฐบาล
ประชาชนไม่เกี่ยวเช่นเดิม

