หน้าแรก การเมือง ปาฐกถา &#8216...

ปาฐกถา ‘สิทธิเสรีภาพ นิติธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรัฐธรรมนูญ’ ฉบับเต็ม

17.05.16 | 18:05 น.

หมายเหตุ : ส่วนหนึ่งของปาฐกถา “ความสำคัญของสิทธิเสรีภาพ นิติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรัฐธรรมนูญ” ภายในงานรำลึก 24 ปี พฤษภาประชาธรรม 2535 วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2559 ที่ห้องทับทิม โรงแรมรอยัล รัตนโกสินทร์ ราชดำเนิน โดย คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย และคณะทำงานถกแถลงร่างรัฐธรรมนูญ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อดีตนายกรัฐมนตรี

การต่อสู้ในปีพฤษภา 2535 ประชาชนได้ออกมาต่อสู้เพื่อต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ และไม่ต้องการให้อำนาจอธิปไตยตกอยู่ในมือของใครคนใดคนหนึ่ง โดยเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้คนในทุกวัย 4 ประเด็นที่เกิดขึ้นหลังจากการต่อสู้นั้นได้แก่

1.เหตุการณ์พฤษภา 35 เป็นเหตุการณณ์ที่ตอกย้ำว่าประชาชนต้องการกำหนดอนาคตประเทศด้วยตนเอง ไม่ยอมรับการสืบทอดอำนาจของทหาร แม้ว่าอำนาจจะเกิดขึ้นอย่างชอบธรรมตามที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ผลพวงจากตรงนั้นได้นำมาสู่ว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และถูกบังคับมาอย่างยาวนานจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด

2.แม้การต่อสู้ในขณะนั้นอาจให้ความสำคัญกับตัวแทนของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ประชาชนที่มาเคลื่อนไหวก็ได้ออกมาต่อสู้กับการกระทำของผู้ที่ถูกเลือกตั้งมาเช่นกัน เพราะอย่างที่ได้เรียนว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นมาตามกติกาแต่ประชาชนเห็นว่าการเอาอำนาจของประชาชนไปใช้ในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม การออกมาต่อสู้นั้นได้ทำให้เกิดผลตามมาอีกว่าแม้ประเทศไทยจะมีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ยังเป็นสิทธิของประชาชนที่ออกมาเรียกร้องได้โดยตรง และเป็นสิ่งที่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องเคารพ

Advertisement

3.การปฏิรูปในหลายด้านเกิดขึ้นจากบทเรียนในปี 2535โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของสื่อสารมวลชน โดยในขณะนั้นผู้ชุมนุมไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการสื่อสารกับประชาชน และไม่อาจพึ่งพาสถานีโทรทัศน์ได้แม้แต่ช่องเดียว เพราะสถานีโทรทัศน์ของไทยถูกควบคุมโดยรัฐอย่างสิ่้นเชิง จึงเป็นที่มาของการเขียนรัฐธรรมนูญว่าคลื่นความถี่เป็นของประชาชนและสาธารณะ

นอกจากนี้ยังมีการปฏิรูปสิทธิ สิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพยากรด้านการศึกษา สาธารณสุข และกฎหมาย และมี รัฐธรรมนูญ 2550 ได้เสริมตรงนี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

4.ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือการพูดถึงสิทธิของประชาชนที่จะชุมนุมอย่างสงบโดยปราศจากอาวุธ ในการต่อต้านในสิ่งทีประชาชนเห็นว่าไม่เป็นธรรม ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ ทำให้เกิดความก้าวหน้าในด้านสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรี เกิดกระบวนการนิติธรรมขึ้นในสังคม

แต่อย่างไรก็ตามคำถามคือ เราจะสามารถที่จะทำให้ทั้งสี่ข้อเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศในการก้าวต่อไปข้างหน้าได้หรือไม่ เพราะการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญในปัจจุบันอาจจะลืมคุณูปการของเหตุการณ์พฤษภาคมปี 35

สิทธิหลักสามเรื่องที่เป็นหัวใจในการร่างรัฐธรรมนูญ คือ 1.สิทธิของประชาชนในเลือกผู้บริหารของตนเอง ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดเหมือนย้อนกลับไปก่่อนปีเหตุการณ์พฤษภา 35 2.สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรของตนเองล้วนแล้วมีการถดถอยทั้งสิ้น ประหนึ่งเหมือนเราจะต้องย้อนกลับไปว่า ประชาชนต้องเสียสละ การใช้สิทธิเสรีภาพเป็นอุปสรรคของการพัฒนา และให้ข้าราชการเป็นผู้ชี้ หากเป็นเช่นนี้เป็นถดถอยต่อสิ่งที่ประชาชนต่อสู้มา 3.ประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพได้อย่างไม่ถูกข่มขู่ ไม่ถูกคุกคาม หรือถูกกระทำ

ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำคือต้องสานต่อเจตนารมณ์ และต่อยอดจากสิ่งที่สู้มาใน 2535 ข้อเรียกร้องส่วนตัวคือ 1.ประเทศจะต้องไม่กลับไปใช้รัฐธรรมนูญที่มีความถดถอยด้านสิทธิเสรีภาพมากกว่าปี 2535 เรามากันไกลแล้วและไม่มีเหตุผลที่จะต้องย้อนกลับไป แต่เราจะต้องทำให้ผู้มีอำนาจรู้ว่าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ แม้ว่าจะมองว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นการทำให้ข้าราชการยุ่งยาก แต่นั่นคือการเป็นเจ้าของประเทศของประชาชน

ดังนั้นผมจึงเป็นอีกเสียงว่าไม่มีเหตุผลที่จะจัดทำประชามติ หากประชาชนไม่มีสิทธิในการแสดงความเห็นและการรณรงค์ได้ และหากการแสดงความคิดเห็นจะต้องอยู่ในภาวะไม่แน่นอน หวาดกลัว การทำประชามติจะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ และสูญเปล่า

จึงอยากเรียกร้องกกต. ว่าจะต้องยืนยันชัดเจนว่า ต้องไม่ตีความเรื่องปลุกระดมเกินความเป็นจริง ใครอยากชี้นำ รณรงค์ ต้องมีสิทธิที่จะกระทำได้ จึงจะทำให้เกิดความชอบธรรมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้

2. อยากให้ผู้มีอำนาจยุติความคิดว่าปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากการชุมนุมการประท้วงของประชาชน ไม่ควรว่าประชาชนที่ออกมาชุมนุมคือการสร้างปัญหา การชุมนุมการประท้วงแน่นอนว่าเกิดความสูญเสีย เราก็เสียใจ และไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่หากประเทศไทยไม่ผ่านการชุมนุม ประเทศจะถดถอยมากกว่านี้ และเราอาจตกอยู่ภายใต้การปกครองที่ไม่ชอบธรรม มีการทุจริตตคอร์รัปชั่น อยากให้เลิกเผยแพร่ความคิดว่าการออกมาชุมนุมของประชาชนจะนำไปสู่ความขัดแย้ง การชุมนุมประท้วงไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย หากทำโดยสุจริตและไม่มีความรุนแรง
3.เรามีคณะกรรมการปรองดองหลายปี หลายคณะ ทำไปได้หลายเรื่องและบางเรื่องก็วนเวียนอยู่กับที่ ส่วนตัวมีข้อเสนอคือ เราต้องเคารพประชาชนที่ออกมา และออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ประชาชนที่มาชุมนุมโดยสุจริตโดยไม่รวมไปถึงตนเอง และแกนนำคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม และต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และให้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ว่ามีความผิดหรือไม่อย่างไร หลังจากนั้นค่อยเข้าสู่กระบวนการพิเศษว่าจะมีการให้อภัย หรือทำอย่างไรต่อไป

ทั้งหมดน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเข้าสู่ระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและนำมาสู่การปรองดองที่แท้จริง

36


โภคิน พลกุล
อดีตประธานรัฐสภา

หลังจากเหตุการณ์พฤษภาปี 2535 ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มี สสร. ในการร่างรัฐธรรมนูญ และเป็นเหตุการณ์ที่ได้สร้างการพัฒนาสิทธิและบทบาทของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยประเด็นที่น่าสนใจคือการให้สิทธิชายหญิงเท่าเทียมกัน การปรับปรุงหลักประกันในคดีอาญาที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ ทำให้มีการเรียกประกันที่ไม่สูงเกินไป คำขอประกันที่ได้อย่างรวดเร็ว และหากคดียังไม่ถึงที่สุดจะปฏิบัติเหมือนกับผู้กระทำผิดมิได้

โดยในรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้มีเรื่องสิทธิเสรีภาพเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากและสอดคล้องกับปฏิญาสากล ทั้งเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิการศึกษา สิทธิผู้บริโภค สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมไปถึงการเพิ่มในเรื่องข้อกำหนดในการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ก่อให้เกิดปัญหาตามมาในภา่ยหลัง เพราะแม้ว่าจะเขียนกฎหมายไว้เป็นอย่างดี แต่หากผู้บังคับใช้กฎหมาย หรือผู้ตีความ ไม่ได้ตีความอย่างเที่ยงตรงแล้วก็ทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ในที่สุด

ต่อมารัฐธรรมนูญในปี 2550 เป็นที่สุดในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ มีทั้งหมด 44 มาตรา และจัดกลุ่มสิทธิเสรีภาพไว้ 14 หมวด เอาปี 2540 มาปรับปรุงและละเอียดมากขึ้น

ถัดมาที่ร่างปัจจุบัน กลับมีการเขียนเรื่องสิทธิเสรีภาพเอาไว้ใหม่ให้อยู่ใน 25 มาตราทำให้เหลือน้อยลง ส่วนที่เหลือก็เอาไปเป็นหน้าที่ของรัฐและเขียนปนไปปนมา หากไม่มีการกระทำก็เอาไปฟ้องรัฐ ทั้งที่รัฐไทยไม่ใช่เป็นนิติบุคคล เป็นปัญหาว่าจะฟ้องได้หรือไม่ ตรงนี้ส่วนตัวจึงไม่เข้าใจแนวคิดว่าจะแยกสิทธิไปเป็นหน้าที่ด้วยเหตุผลอะไร

อีกประเด็นหนึ่งแม้ว่าจะเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่เสรีภาพของประชาชนในการร้องเรียน และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้หายไป ไม่ได้ให้อำนาจในการตรวจสอบ และพยายามสร้างองค์กรอิสระมาตรวจสอบ แต่ไม่ได้ให้อำนาจแก่ประชาชนในการเข้าถึง ตรวจสอบ ถ่วงดุล ได้ ซึ่งตรงนี้ได้หายไปโดยไม่รู้เพราะว่าอะไร

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก คือเรื่องกฎหมายประชามติ ถ้าเราต้องการเห็นรัฐธรรมนูญของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. เป็นรัฐธรรมนูญของประเทศ คิดว่าคงจะยุ่ง เพราะห้ามไม่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ทุกวันนี้ใครจะออกไปพูดอะไรก็ต้องระวังว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่ ขณะที่ฝ่าย กรธ.สามารถชี้แจง เผยแพร่และจูงใจได้โดยไม่เป็นไร แต่ในมาตรา 61 ถ้าผู้ใดเผยแพร่ ผิดไปจากข้อเท็จจริงและรุนแรง

ประเด็นใหญ่อยู่ที่หากผู้ที่เผยแพร่เป็น กรธ. เผยแพร่แต่เป็นคำหยาบจะผิดมาตรา 61 หรือไม่ การตั้งฉายารัฐธรรมนูญโดยเป็นคำหยาบคายจะต้องติดคุกหรือไม่ ดูหมิ่นซึ่งหน้าเป็นความผิดลหุโทษติดคุกไม่เกินหนึ่งปี แต่ดูหมิ่นร่างรัฐธรรมนูญต้องติดคุกสิบปี มันเป็นเรื่องประหลาดและต้องเร่งแก้ไข

ทั้งหมดเราควรจะต้องดูร่วมกัน แก้ไข และปรับปรุง เพราะตามปกติมีกฎหมายจัดการอยู่แล้ว ดังนั้นการทำประชามติจึงควรเปิดให้เสรี หากทำได้ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี

โภคิน

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
กรรมการมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม

กล่าวโดยสรุปรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีการประกันสิทธิเสรีภาพ และกำลังย้อนกลับไปหารัฐธรรมนูญ 2534 อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ดีที่คสช.จะใช้ประชามติในการตัดสินว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน จะบังคับใช้เป็นกฎหมายสูงสุดหรือไม่

แต่ที่ไม่ดีคือประชาชนไม่รู้ว่าไม่ผ่านแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ทำให้เกิดความคิดที่ว่าคสช.คงอยากจะให้ผ่านประชามติ และว่าหากบอกว่าไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้นประชาชนคงไม่อยากร่างรัฐธรรมนูญผ่าน

ซึ่งเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้สาระสำคัญที่เหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2534 คือคือ เรื่อง สว. ที่ให้ผู้มีอำนาจเป็นผู้เลือกเหมือนกัน อีกทั้งหากบวกกับคำถามพ่วงเข้าไปจะทำให้สว.มีบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรี อีกทั้งในระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วน ส่วนตัวขอทำนายว่าจะไม่มีพรรคการเมืองที่จะมีสส.ถึงครึ่งหนึ่ง หรือ เกิน 250 เพราะหากนำคะแนนย้อนหลังมาคำนวนในระบบนี้ แม้กระทั่งช่วงที่พรรคไทยรักไทยมีคะแนนนิยมสูงสุดก็ยังไม่สามารถมีสส.เกิน 250 ที่นั่งได้ ดังนั้นพรรคใหญ่ที่สุดที่จะเลือกนายก คือ พรรค สว. ที่คสช.ตั้งและมีที่นั่งแล้วถึง 250 ที่นั่ง

คำถามพ่วงคือการทำให้มีพรรคที่มีที่นั่งก่อนการเลือกตั้งและพรรคอื่นๆ คือพรรคสว. และจากกรณีนี้ คสช. จะกลายสภาพจากผู้เข้ามาควบคุมสถานการณ์กลายเป็นผู้ได้ประโยชน์ และมีส่วนได้เสียกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อีกทั้งยังมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แม้ว่าจะบอกว่าฝ่ายใดก็ไม่สามารถออกความเห็นได้ แต่ผู้ร่างและผู้เสนอคำถามพ่วงกลับสามารถอธิบายชี้แจงได้ ทำอย่างไรก็ดูไม่เท่าเทียมกัน

หากการทำประชามติแต่ประชาชนแสดงออกไม่ได้ตามสมควร ทำไมคสช.จึงไม่ประกาศให้ใช้ไปเลยเหมือน รัฐธรรมนูญ 2534 จะมาทำประชามติทำไม ถ้าจะให้ทำประชามติประชาชนจะต้องมีสิทธิในการตัดสินและโน้มน้าวกันได้ตามสมควร

ที่มาของรัฐธรรมนูญ 2534 ไม่ได้มากจากกระบวนการประชาธิปไตยประชาชนไม่ได้เห็นชอบด้วยและเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเปื้อนเลือด ฉะนั้นหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านขึ้นในกระบวนการที่ไม่ฟรีและไม่แฟร์ ต่อให้ผ่านก็ต้องมาร่างกันใหม่ อนาคตไม่ยั่งยืน และจุดจบจะเหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2534

ในอีกทางหนึ่งถ้าไม่่ผ่านเราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งความเป็นจริงประชาชนควรที่จะทราบเรื่องนี้ก่อน สิ่งที่เราควรจะต้องทำคือจะต้องมีการตีความ มาตรา 61 วงเล็บ 7 จะต้องมีการตีความอย่างเคร่งครัด เงื่อนไขแรกคือประชาชนจะต้องรู้ว่าหากไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น และ สองคือ ประชาชนจะต้องมีสิทธิในการแสดงออกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

ขณะนี้เรามีความสับสนอยู่มาก แต่ตามที่มาตรา 3 ที่กำหนดว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” และมาตรา 4 ที่รับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของชาวไทย ดังนั้นไม่ว่าร่างจะผ่านหรือไม่ผ่าน คสช. ควรให้ประชาชนได้แสดงออก และเป็นผู้ตัดสินว่าร่างจะผ่านหรือไม่ผ่าน และต้องยอมรับการตัดสินนั้น อันเป็นกระบวนการกลับไปสู่ประชาธิปไตยแบบไม่นองเลือดอีก
ประชาชนจำนวนไม่น้อยอาจจะเห็นด้วยกับการที่คสช.ออกมามีบทบาทดูแลประเทศต่อไป เพราะเห็นว่าหากมีการเลือกตั้ง ปัญหาก็จะเกิดขึ้นแบบเดิม ในสภามีปัญหา แล้วสุดท้ายก็ต้องออกมานอกสภา แล้วก็ชุมนุมประท้วงจนแบบเดิม ดังนั้นส่วนตัวมองว่าเราจะต้องทำไปด้วยกัน เราจะต้องสรุปว่าเราจะสามารถขัดแย้งกันได้ แต่ต้องว่ากันตามวิถีทางประชาธิปไตยไม่เลยเถิดเหมือนที่ผ่านมา ตอนนี้เรามาได้ไกลแล้วและควรที่จะไปต่อ

สุดท้ายหากมีกระบวนการประชามติที่ฟรีและแฟร์ ประชาชนที่เห็นด้วยกับคสช. ก็โหวตรับร่าง ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยก็โหวตไม่รับร่าง และเราก็จะรับผลในสิ่งที่เกิดขึ้นร่วมกัน

ปริญญา