ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถลำลงไปในพื้นที่ทางการเมืองการ เลือกตั้งมากเพียงใด บทบาทของ”รองนายกรัฐมนตรี”ยิ่งได้รับการเฝ้ามองติดตามมากเพียงนั้น
เหมือนกับ นายวิษณุ เครืองาม จะถูกแสงแห่งสปอตไลต์ฉาย จับมากอย่างเป็นพิเศษ
อาจเป็นเช่นนั้นตามสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
กระนั้น หากศึกษาบทบาทของ นายวิษณุ เครืองาม โดยกระ บวนการเปรียบเทียบกับ”รองนายกรัฐมนตรี”ด้วยกันก็จะสัมผัสได้ในความต่างๆ
ไม่เคยเลยที่ นายวิษณุ เครืองาม จะเอ่ยถึง”อนาคต” ตรงกัน ข้ามเขาเน้นในเรื่อง “ปัจจุบัน”
เป็นปัจจุบันบนพื้นฐานแห่งหลัก”กฎหมาย”
ไม่ว่ารองนายกรัฐมนตรีที่เป็น”ทหาร” ไม่ว่ารองนายกรัฐมนตรีที่เป็น “พลเรือน”ด้วยกัน จุดต่างอย่างมีนัยสำคัญของ นายวิษณุ เครืองาม ก็คือ
ไม่เคยพูดด้วยความมั่นใจว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แน่นอน
ขณะเดียวกัน ก็วางระยะห่างจากพรรคพลังประชารัฐ
จึง นายวิษณุ เครืองาม ไม่เพียงแต่จะต่างจากท่าทีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หากแต่ยังต่างจากท่าทีของ นายสม คิด จาตุศรีพิทักษ์ อย่างเด่นชัด
เมื่อถามถึงการวางตัวตั้งแต่ยุค 4 รัฐมนตรีเรื่อยมาจนถึง พล. อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายวิษณุ เครืองาม ยึดกุมหลัก”กฎหมาย”เคร่งครัด
แต่ภายในหลัก”กฎหมาย”ที่ร่ำเรียนมาและมีความจัดเจนนั้นก็ใช่ว่า นายวิษณุ เครืองาม จะละเลยหลักแห่ง”จริยธรรม”เพียงแต่มิได้เตือนตรงๆหากเว้นไว้ด้วยมารยาทอันดี
เพราะในหลักกฎหมายก็มีหลักสังคมประสานอยู่ด้วย
มีคนจำนวนไม่น้อยแสดงความไม่พอใจต่อข้อวินิจฉัยในทางกฎ หมายของ นายวิษณุ เครืองาม เป็นปฏิกิริยาอันสามารถเกิดขึ้นได้ ภายในกระบวนการทางความคิดและความเห็นต่าง
เป็นความเห็นต่างในการตีความทางกฎหมาย
แต่ก็ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้หลักกฎหมายเข้าจัดการกับ นายวิษณุ เครืองาม ได้อย่างง่าย
เขายังเป็น “นักกฎหมาย” ที่ตังการ์ดอย่างรัดกุมคนเดิม

