เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมฯ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงความเห็นให้ สนช.ยุติพิจารณากฎหมายได้แล้ว
สนช.ควรยุติบทบาทการพิจารณากฎหมาย
อันที่จริงหลังจากที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ตามมารยาททางการเมือง ตามสามัญสำนึกแห่งความตระหนักรู้ถึงสิทธิอำนาจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมาจากการแต่งตั้งด้วยอำนาจพิเศษควรยุติการพิจารณากฎหมายทั้งมวลทันที
ร่างกฎหมายที่ยังคั่งค้างอยู่ก็ควรให้เป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้พิจารณาในภายหน้า
แต่ดูอาการกระทำที่เร่งรีบ ลุกลี้ลุกลน และเร่งรัดพิจารณาร่างกฎหมายของ สนช.ในเวลานี้แล้ว ก็น่าประหลาดพิกลอยู่ไม่น้อย
ในระยะหลังๆ เนื้อหาของร่างกฎหมายทั้งที่กำลังนำเข้าไปพิจารณา หรือ พิจารณาผ่านไปแล้ว หลายฉบับล้วนสร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ประชาชนยิ่งนัก บางฉบับมีเนื้อหาที่ซ่อนเร้นเจตนาเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มคนบางกลุ่ม และเพิ่มอำนาจแก่ข้าราชการ เมื่อมีคนรู้ทันและนำออกมาเผยแพร่ ก็นำไปสู่การคัดค้านจากประชาชนในวงกว้าง จนต้องถอนร่างออกไป
บางฉบับฉวยโอกาสนำเข้าและพิจารณาอย่างรวบรัด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นคนค้านทั้งเมือง อย่างร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. … ที่มุ่งตรวจสอบและควบคุมการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างล้นเหลือ จนทำให้ประชาชนกังวลว่าอาจนำไปสู่การใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ไม่ชอบ การกลั่นแกล้งหรือรังแกประชาชน รวมทั้งมีแนวโน้มจำกัดเสรีภาพและละเมิดสิทธิความเป็นส่วนบุคคลของประขาชนอย่างกว้างขวาง
อะไรคือเจตนาและแบบแผนของการออกกฎหมายที่ สนช. เร่งรีบดำเนินการ ในภาพรวม ผมสรุปได้ 4 ประการคือ 1.มีแนวโน้มที่จะเพิ่มอำนาจของหน่วยงานราชการและข้าราชการ 2.มีแนวโน้มที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มคนบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มทุนอุตสาหกรรมและนักธุรกิจ 3.มีแนวโน้มละเมิดและลิดรอนสิทธิ และจำกัดเสรีภาพของประชาชน และ 4.มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการสร้างผลกระทบทางลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมสูง
เมื่อดูแบบแผนที่เกิดจากการกระทำของ สนช.เช่นนี้แล้ว สิ่งที่ สนช.กำลังทำอยู่ในเวลานี้เท่ากับเป็นการสะสมวัตถุดิบที่เป็นเชื้อเพลิงแห่งความขัดแย้งเอาไว้เป็นจำนวนมาก และเมื่อเกิดเงื่อนไขที่เพียงพอขึ้นมาเมื่อไรในอนาคต เปลวเพลิงแห่งความขัดแย้งก็จะปะทุและลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง
จะเป็นการดีกว่าไหมครับ หาก สนช.จะร่วมกันปฏิบัติการชักฟืนออกจากเตาไฟเสีย โดยการยุติการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทั้งหมดทันที แต่การทำแบบนี้เป็นสิ่งที่วิญญูชนผู้ที่ยังมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและบ้านเมืองจะกระทำ แต่ สนช.จะมีคนแบบนี้กี่คน ผมไม่ทราบได้ หวังว่า สนช.ท่านที่ยังพอจะมีความคิดความอ่านเป็นของตนเองอยู่บ้างคงนำไปใคร่ครวญนะครับ

