หน้าแรก การเมือง พปชร.ส่ง‘บิ๊ก...

พปชร.ส่ง‘บิ๊กตู่’ลงพื้นที่โกยเรตติ้ง ล้มแผนขึ้นปราศรัย-หวั่นได้ไม่คุ้มเสีย

7.03.19 | 10:00 น.

ถอยทัพ ปรับแผนหาเสียงกันใหม่อีกครั้ง สำหรับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มีอดีต 4 รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเป็นคีย์แมนอยู่


จากเดิมแกนนำและทีมยุทธศาสตร์ของพรรค พปชร. กำหนดแผนหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมนี้ ด้วยการส่ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะแคนดิเดตนายกฯของพรรค พปชร. ขึ้นเวทีปราศรัยเรียกเรตติ้งและคะแนนให้กับพรรค พปชร.

เริ่มจากการปราศรัยใหญ่ภาคอีสาน เป็นแห่งแรก ในวันที่ 10 มีนาคมนี้ โดยจะให้ พล.อ.ประยุทธ์เปิดประเดิมที่บ้านเกิด จ.นครราชสีมา โดยจะเป็นการเปิดใจการเข้ามาเล่นการเมืองอย่างเต็มตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นความในใจที่ต้องการจะสื่อสารถึงคนไทย ตลอดจนพูดแนวความคิดในด้านต่างๆ จะใช้เวลาเปิดใจประมาณ 30 นาที จากนั้นจะเป็นการให้กำลังใจผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ

จากนั้นจะจัดเวทีปราศรัยใหญ่ ภาคเหนือ ที่ จ.เชียงราย ในวันที่ 16 มีนาคม และภาคใต้ ที่ จ.นราธิวาส ในวันที่ 17 มีนาคม ก่อนจะมาปิดท้ายการปราศรัยใหญ่ในวันที่ 22 มีนาคมนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่สวนลุมพินี โดยคาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมหลายหมื่นคน โดยวางคิว “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่หาเสียงช่วงก่อนและหลังเวลาราชการ ป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่จะขัดกฎหมายในประเด็นใช้ทรัพยากรของรัฐหาเสียง

Advertisement

ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาย้ำเตือน พร้อมทั้งโยนให้แกนนำพรรค พปชร.และ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาเรื่องการหาเสียงให้ระมัดระวังกันเอง

ไม่ให้สุ่มเสี่ยงที่จะขัดกับมาตรา 78 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.พ.ศ.2561 บัญญัติไว้ว่า “ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตําแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทําการใดๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง การใช้ตําแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายตามวรรคหนึ่งมิให้หมายความรวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติที่พึงต้องปฏิบัติในตําแหน่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นหรือการแนะนําหรือช่วยเหลือในการดําเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองโดยมิได้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่แม้ว่าการกระทําจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดในกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคหนึ่งให้คณะกรรมการหรือกรรมการที่พบเห็นมีอํานาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยุติหรือระงับการกระทําใดที่เห็นว่าอาจเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดในกรณีตามวรรคสามให้คณะกรรมการแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีหน้าที่และอํานาจกํากับดูแลเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีพฤติการณ์อันอาจเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดพ้นจากหน้าที่เป็นการชั่วคราวหรือสั่งให้ประจํากระทรวงทบวง กรม ศาลากลางจังหวัดหรือที่ว่าการอําเภอในเขตเลือกตั้งหรือนอกเขตเลือกตั้งหรือห้ามเข้าเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งได้”

โดยบทลงโทษของการกระทำความผิดตามมาตรา 78 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ระบุไว้ว่า “ต้องมีโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนดยี่สิบปี”

ไม่นับรวมกับกระแสต่อต้านทั้งจากการเมืองฝ่ายตรงข้าม และบรรดานักร้องเจ้าประจำ ทั้ง ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่พร้อมจะตรวจสอบทุกประเด็นและข้อสุ่มเสี่ยงการหาเสียงของ “บิ๊กตู่” ที่อาจจะผิดขัดทั้งรัฐธรรมนูญ 2560 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.

ร้องให้ กกต.ชี้ขาด เรื่องการหาเสียงของ “บิ๊กตู่” กับพรรค พปชร. ดีไม่ดี หากพลาดพลั้งเดินเกมพลาด อาจเสี่ยงถึงแพ้ฟาล์ว ไม่ได้ไปต่อในศึกเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมนี้ได้

คีย์แมนพรรคจึงนัดถกแถลงกันอย่างอย่างรอบคอบ ประเมินข้อดี-ข้อเสียแล้วจึงสั่งถอยทัพ ปรับแผนหาเสียงใหม่ โดยยกเลิกแผนการให้ พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเวทีปราศรัยทั้งหมดแล้ว เพราะแกนนำพรรคเห็นตรงกันว่า นอกจากเงื่อนไขบางประการในข้อกฎหมายแล้ว หาก พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นปราศรัย สิ่งที่ตามมาจะได้ไม่คุ้มเสีย

เพราะนอกจะเจอกับการถูกรุมโจมตีจากฝ่ายต่างๆ รวมถึงประเด็นการตอบโต้ที่จะมีตามมาของผู้เกี่ยวข้องในพรรค อาจส่ง
ผลกระทบกับสิ่งที่พรรคได้นำเสนอกับประชาชนให้หันไปสนใจประเด็นขัดแย้งมากกว่านโยบาย ดังนั้น พรรค พปชร.จึงจะใช้ช่วงโค้งสุดท้ายในการหาเสียงเลือกตั้ง มุ่งนำเสนอนโยบายจะเป็นผลดีกับพรรคมากกว่า

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ ช่วยพรรค พปชร.หาเสียง นั่นคือ การลงพื้นที่ใน กทม. เพื่อพบปะประชาชน และให้กำลังใจผู้สมัคร ส.ส. แต่อาจใช้รูปแบบที่ไม่เป็นทางการ เพื่อป้องกันข้อครหาว่ามีการเตรียมการนัดกันไว้ ทั้งนี้ คาดการณ์กันว่าการพบให้กำลังใจกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์กับผู้สมัคร ส.ส. จะทำให้เหมือนว่า 2 ฝ่ายมาเจอกันโดยบังเอิญ หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบตามความเหมาะสมได้ทุกเมื่อ

ยิ่งใกล้เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ทุกพรรคต้องเดินเกมหาเสียงที่ละเอียด รอบคอบ เพราะหากพรรคไหนเดินเกมพลาด จากที่จะได้เรตติ้ง อาจจะเสียคะแนนให้คู่แข่งได้