ไม่มีอะไรนอกเหนือความคาดหมาย
ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งเข้ามา ความเข้มข้นในการแข่งขัน และอุณหภูมิของบรรยากาศการเมืองก็ร้อนแรงยิ่งขึ้น
สวนทางกับเวลาสู่เส้นชัยที่ลดลงไปทุกวัน
แม้แต่พรรคที่เป็น “ตัวเต็ง” อย่างพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยังออกอาการ “เกร็ง”
เกร็งถึงขั้นที่ต้องเปลี่ยนแปลงความตั้งใจ เรื่องการส่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะแคนดิเดตนายกฯในบัญชีพรรค ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียง
ซึ่งกำหนดเวทีแรกที่นครราชสีมา ในวันที่ 10 มีนาคม
โดยผลการประเมินล่าสุดของแกนนำเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ระบุว่าอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย รวมทั้งอาจสร้างความขัดแย้งมากกว่า
จึงควรปรับกลยุทธ์ใหม่ ยกเลิกการขึ้นเวทีปราศรัย แต่จะปรับรูปแบบการช่วยหาเสียง
เช่น ให้ พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่ใน กทม. เพื่อพบปะประชาชน ให้กำลังใจผู้สมัคร ส.ส.ในลักษณะไม่เป็นทางการ เป็นเหมือนกับพบเจอกันโดยบังเอิญระหว่างผู้สมัคร ส.ส.เป็นต้น
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ระบุว่า
ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคจะประชุมหารือกัน และจะประสาน พล.อ.ประยุทธ์ให้ได้ข้อสรุปภายใน 1-2 วันนี้
เพราะเจตนาของนายกฯอยากพบปะประชาชน
ร้อนไม่แพ้กัน ข้ามไปที่พรรคอนาคตใหม่ “ตำบลกระสุนตก” ของฝ่ายตรงข้ามในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
เพราะความ “แรง” ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าจับตา
หลังจากปักหลักกับกลยุทธ์ “ตั้งรับ” มาตลอด
6 มีนาคม-18 วันก่อนการเลือกตั้ง ก็ได้เวลาของการเปลี่ยนแปลง
นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยว่าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะโจทก์ที่ 1 และ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะโจทก์ที่ 2 ได้
1.ยื่นฟ้อง ม.จ.จุลเจิม ยุคล จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊ก กล่าวหาพรรคอนาคตใหม่และหัวหน้าพรรคมีนโยบายล้มล้างสถาบัน
2.ยื่นฟ้องคดีอาญากรณีเว็บไซต์ในเครือ T-news กล่าวหาพรรคอนาคตใหม่และหัวหน้าพรรคมีนโยบายล้มล้างสถาบันฯ
โดยพรรคอนาคตใหม่และนายธนาธรไม่ประสงค์จะฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลย ในความผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่มีโทษแรงกว่า
แต่ฟ้องร้องในความผิดกฎหมายหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
และความผิดฐานการใส่ร้ายผู้สมัครด้วยความเท็จ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561
โดยพรรคอนาคตใหม่ก็มีนโยบายเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ให้สาธารณชนร่วมกันตรวจสอบเช่นกัน เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมของพรรคอนาคตใหม่ เป็นไปอย่างสุจริตโปร่งใสที่สุด
พอเปลี่ยนเป็น “รุก”
ก็จัดหนัก-เล่นแรง
และที่สะท้อนว่า เข้าใกล้ “โค้งสุดท้าย” ของการเลือกตั้ง
ก็คือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของแต่ละพรรคการเมือง
โดยเฉพาะพรรคที่ประกาศตัวเป็น “ขั้วที่ 3” อย่างประชาธิปัตย์
5 มี.ค. เฟซบุ๊กแฟนเพจของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์คลิปวิดีโอ วิสัยทัศน์และจุดยืนของนายอภิสิทธิ์ ที่ระบุว่า
“ผมไม่มีวันยอมให้พรรคที่ทุจริตมานำประเทศ
ไม่เอาทั้งพวกบกพร่องโดยสุจริต และทุจริตเชิงนโยบาย
นายกฯ 4 คนของประชาธิปัตย์ ไม่เคยมีมลทินเรื่องทุจริต
รัฐมนตรีในรัฐบาลเรามีเรื่องอื้อฉาวทุจริต ลาออกทันที”
แรงไม่แรงพึงพิจารณา ว่าหลังปล่อยคลิปออกมาเพียงวันเดียว มียอดวิวรวมกว่า 6 แสนครั้ง
และคนแชร์อีกจำนวนมาก
นี่ยังไม่นับว่า 7 มีนาคม จะมีจุดพลิกผันอีกรอบ
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยว่าจะยุบหรือไม่ยุบพรรคไทยรักษาชาติ
แม้ว่าคนจำนวนมากจะมีคำตอบอยู่ในใจของคนส่วนใหญ่
แต่การ “ลุ้น” ไม่ได้อยู่แค่คำวินิจฉัย
หากยังรวมไปถึงผลต่อเนื่องที่จะตามมา
โดยเฉพาะปฏิกิริยาของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ว่าจะออกไปทางไหน
ในวันที่ “โพล” ซึ่งจัดทำโดยขั้วการเมืองสองฝ่ายตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
ใครผิดใครถูก ใครเอาใจใคร ใครแม่นยำกว่า
24 มีนาคม จะให้คำตอบ

