หน้าแรก การเมือง เปิดนโยบายพรร...

เปิดนโยบายพรรค ประชันž’ข้าว-ยาง’ ใครเจ๋ง

7.03.19 | 13:42 น.

ถนนทุกสายกำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคมนี้ เหล่าพรรคการเมืองต่างเดินเท้าหาเสียงกันคึกคัก นำเสนอนโยบายเป็นทางเลือกของประชาชน


เมื่อกล่าวถึงประเทศไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรม มีพื้นที่การเกษตรถึง 43% หรือ 138 ล้านไร่ มีทั้งทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์และการประมง พรรคการเมืองต่างๆ จึงต้องระดมความคิดและจัดทำนโยบายขึ้นมาเสนอให้เกษตรกรทั้งประเทศได้พิจารณา

โดยเฉพาะการมุ่งแก้ปัญหาราคาพืชผล การคิดค้นวิธีการที่จะทำให้พืชผลเหล่านี้มีมูลค่ามากขึ้น โดยเฉพาะ ข้าวŽ กับ ยางพาราŽ ที่กลายเป็นพืชการเมือง เนื่องจากเกษตรกรภาคอีสานและกลาง ส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นอาชีพ ขณะที่ภาคใต้เกือบทั้งหมด รวมถึงภาคอีสานหลายจังหวัดที่ปลูกยางพารา

ลองมาสำรวจกันดูว่าแต่ละพรรคมีการนำเสนอนโยบายในเรื่องนี้กันอย่างไรให้เป็นที่จูงใจเพื่อให้เสียงสวรรค์เหล่านี้หันมากาบัตรในคูหาให้

Advertisement

นโยบายของพรรคเพื่อไทย(พท.) นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ดึงคำ กระเป๋าตุงŽ มาใช้หาเสียง ยืนยันว่าภายใน 6 เดือนหากได้ตั้งรัฐบาล ราคาพืชผลการเกษตรทุกตัวจะกลับไปราคาสูงเหมือนเดิมให้ได้ พร้อมย้ำว่า เกษตรกรไม่มีเงินแล้วคนไทยจะรวยได้อย่างไรŽ

พท.เสนอนโยบายพักชำระหนี้ให้เกษตรกร 3 ปี ให้ได้ตั้งหลักและพักฟื้นก่อน พร้อมเงินช่วยเหลือเพื่อพัฒนาการผลิตที่มุ่งไปสู่การผลิตอาหารปลอดภัย ให้ได้ข้าวคุณภาพดีเกวียนละ 5,000 บาท ไม่เกิน 15 เกวียนต่อครัวเรือน รวมเป็นเงิน 75,000 บาท หากเป็นชาวนารายย่อยที่มีนาน้อยผลผลิตไม่เกิน 7 เกวียน สนับสนุนครัวเรือนละ 36,000 บาท

ยังจะเพิ่มราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ภายในเวลา 6 เดือน กำหนดเป้าหมายให้ชาวนาขายข้าวได้ในราคาที่ยุติธรรม ดังนี้ 1.ข้าวเปลือกเจ้า 5% ราคาเกวียนละ 10,000 บาท 2.ข้าวเปลือกเจ้าหอมปทุม ราคาเกวียนละ 12,000 บาท 3.ข้าวเปลือกเจ้าหอมจังหวัด ราคาเกวียนละ 15,000 บาท 4.ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาเกวียนละ 17,000 บาท และ 5.ข้าวเปลือกข้าวเหนียวเมล็ดยาว ราคาเกวียนละ 12,000 บาท

ในครั้งนี้ พท.ยังเลี่ยงใช้คำว่า จำนำข้าวŽ เป็นเงื่อนผูกคอตัวเอง และไม่ต้อง การให้พรรคคู่แข่งเอาไปปราศรัยโจมตี แม้จะยังเชื่อว่าโครงการ จำนำข้าวŽ ให้ความคุ้มค่ากับชาวนามากที่สุดก็ตาม

ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หนักแน่นกับนโยบาย ประกันรายได้Ž ใช้กับเกษตรกรปลูกข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด ประกันรายได้เป็นโครงการที่ปฏิบัติได้จริง ไม่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ สำคัญที่สุดนโยบายประกันรายได้ไม่มีการทุจริต

สำทับอีกว่า ได้ลงพื้นที่ทั่วประเทศ ประชาชนต่างสะท้อนว่าวันนี้เศรษฐกิจปากท้องแย่มาก คนส่วนใหญ่คือเกษตรกรไม่มีกำลังซื้อ วันนี้พี่น้องภาคใต้ทั้งชาวสวนยาง ชาวสวนปาล์ม สวนมะพร้าว และชาวประมงได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก 

“ผมเคยเป็นนายกรัฐมนตรี ยางพารากิโลละไม่ต่ำกว่า 100 บาท แต่ทุกวันนี้ยางพารา 4 กิโล 100 บาทŽ” อภิสิทธิ์บอกอีกว่าถ้า ปชป.มีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ จะนำนโยบายประกันรายได้มาใช้กับชาวสวนยางพารา ราคาต้องไม่ต่ำกว่า 60 บาท ปาล์มน้ำมันไม่ต่ำกว่ากิโลละ 4 บาท และมะพร้าวด้วย

ในส่วนของกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลังของ ปชป. ร่วมเวทีดีเบตที่ จ.ขอนแก่น เมื่อเร็วๆ นี้ ชูนโยบายแก้จน ที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองคือการเติมเงินในกระเป๋าเกษตรกร ประกันรายได้พืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าวหอมมะลิเกวียนละ 15,000 บาท ข้าวขาวเกวียนละ 10,000 บาท ข้าวเหนียวเกวียนละ 11,000 บาท มันสำปะหลังกิโลละ 2 บาท ข้าวโพดกิโลละ 7 บาท ยางพารากิโลละ 60 บาท ปาล์มกิโลละ 4 บาท ไม่ใช่ราคาที่สูงที่สุดแต่เป็นราคาประกันที่ไม่ควรต่ำกว่านี้

ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคเหล้าเก่าในขวดใหม่ ผสมผสานความเก๋าของนักการเมืองรุ่นเดอะประสานสิบทิศกับอดีตรัฐมนตรีของรัฐบาล คสช. ใช้สโลแกนนโยบายนำเสนอว่า ข้าวได้ราคา ชาวนาได้เงินเพิ่มŽ

อนุชา นาคาศัย ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคกลาง ไปหาเสียง จ.นครราชสีมา บอกว่า พปชร.จะช่วยเรื่องค่าเก็บเกี่ยว ไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ 

“หาก 4 ปี ยังทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากไม่ได้ จะเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต”Ž อนุชาลั่นวาจาอย่างนี้คงต้องบันทึกไว้

ที่ชัดเจนมากขึ้น เมื่อ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค พูดในที่เดียวกันว่า เคยเป็นอดีต รมว.พาณิชย์ ทำเรื่องข้าวมาโดยตลอด รัฐบาลนี้ (คสช.) ทำให้ข้าวในภาคอีสานดีมาแล้ว ไปอีสานมาโดนชาวบ้านกอดจนตัวเปื่อย เพราะราคาข้าวดีมาก แต่ภาคกลางยังไม่ดีเท่าที่ควร มีวิธีการช่วยพี่น้องชาวนาให้ยั่งยืน คือ ทำให้ชาวนาเข้มแข็งด้วยตัวเอง ทำให้ราคาข้าวดีด้วยกลไกตลาด จะเพิ่มค่าชดเชยค่าเกี่ยวข้าวจากเดิม 12 ไร่เป็น 20 ไร่ และเพิ่มจาก ไร่ละ 1,500 บาท เป็น 2,000 บาท เกี่ยวปุ๊บรับเงินแล้ว 40,000 บาทต่อครัวเรือน และยังให้ค่าเก็บเพิ่มอีก 30,000 บาท รวมเป็น 70,000 บาท รวมทั้งให้ได้สิทธิประโยชน์ในการจำนำยุ้งฉาง

ส่วน น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เดินสายบอกชาวนาว่า พ่อบรรหารสอนเราว่าอย่าพูดในสิ่งที่เราทำไม่ได้ สิ่งที่เราต้องการทำเป็นนโยบายหลักๆ คือทำให้พืชผลการเกษตร ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และอื่นๆ ราคาสูงขึ้น ใช้การตลาดนำการเกษตร อย่างน้อยจะต้องทำให้ราคาพืชผลการเกษตรสูงเป็น 2 เท่าของราคาในปัจจุบัน ในขณะที่ต้นทุนการผลิตจะต้องลดลงŽ

ตามด้วยวราวุธ น้องชายที่บอกว่า พ่อบรรหารเคยฝันเอาไว้ว่าพี่น้องชาวเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น น้ำไหล ไฟสว่าง มีงานทำ นอกจากนี้ ถนนทุกสายในประเทศไทยจะต้องลาดยางให้หมด นี่คือความฝันของพ่อบรรหาร พรรคจะสนับสนุนให้พี่น้องชาวเกษตรกรขายพืชผลผลิตการเกษตรผ่านเฟซบุ๊ก คนซื้อจะซื้อได้ถูกเพราะไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง สิ่งเหล่านี้อยู่ในมือของทุกคนแล้ว เราจะติดอาวุธการขายให้กับพี่น้องชาวเกษตรกรŽ

มาดูข้อเสนอของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นอกจากชูเรื่องปลูกกัญชาบ้านละ 6 ต้น ยังบอกว่า ภท.ใช้นโยบายข้าวระบบ กำไรแบ่งปันŽ ผลักดันตั้งกองทุนข้าว เป็นหลักการที่ทำมา 35 ปี กับอ้อยและน้ำตาลทราย โดย พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทรายปี 2527 แบ่งกำไรร้อยละ 70 ให้แก่ชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลร้อยละ 30 เมื่อปรับใช้กับข้าว ยกตัวอย่าง ปี 2561 รัฐบาลประกาศราคาข้าวหอมมะลิขั้นต้นที่ 15,000 บาท/ตัน ระบบกำไรแบ่งปัน จะทำให้ชาวนาได้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงสี และผู้ส่งออกเป็นเงินประมาณ 1,000-1,500 บาท/ตัน รวมชาวนาอาจได้เงินสูงสุด 16,500 บาท/ตัน ส่วนราคาข้าวขาวในปี 2561 อยู่ที่ 7,900 บาท/ตัน เมื่อบวกส่วนแบ่งกำไรจากโรงสีและผู้ส่งออก ชาวนาจะได้เงินเพิ่ม 800 บาท/ตัน รวม 8,700 บาท/ตัน เป็นต้น

ส่วน สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) บอกประชาชนแบบข้ามช็อตเลยว่า เราจะขอไปดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการŽ

อธิบายว่า สมัยเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เคยเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติบอกว่า เดินเข้าไปเจรจากับพ่อค้าคนกลาง เจรจากับประเทศคู่แข่ง และเจรจากับประเทศจีนผู้รับซื้อรายใหญ่ ทำได้ครับ! ราคายางขณะนั้นพุ่งเกินจะเป้าหมาย 80 บาท ทะยานขึ้นไปจนถึง 180 บาท ในวันนี้ วันที่พี่น้องชาวสวนยางกำลังเดือดร้อนอีกครั้ง ผมจึงกล้าประกาศว่าจะทำให้ราคายางถึง 80 บาทอีกครั้ง ที่เกินจากนั้น…ถือเป็นโบนัสŽ

สุเทพบอกด้วยว่า ต้องทำให้เกษตรกรขายยางพาราได้ที่กิโลละ 80 บาท จากต้นทุน 40 บาท ชาวนาก็เช่นกัน วันนี้ต้องมาดูว่าต้นทุนข้าวนาปีเท่าไร ถ้าต้นทุนอยู่ที่ 6,000 บาท ต้องขายที่ราคา 12,000 บาท ปาล์มน้ำมันต้นทุนกิโลกรัมละ 2.50 บาท ก็ควรขายกิโลกรัมละ 5 บาท

แต่ละพรรคต่างนำเสนอนโยบายชนิด ”ขายตรง”Ž สู่เกษตรกร คงต้องรอดูกันว่า สุดท้ายแล้วนโยบายนี้ใครจะ “เข้าตา”Ž ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุด