เหลืออีกเพียง 16 วันวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมจะเดินทางมาถึงเริ่ม มีความแจ่มชัดในหลายพรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย
ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์สัมผัสได้จากคำประกาศที่ว่าจะไม่ร่วมกับ “พรรคทุจริต”
เพราะแนวทางของพรรคคือ “ประชาธิปไตยสุจริต”
ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยสัมผัสได้จากคำประกาศเตือน 250 ส.ว.ไม่ควรจะแสดงท่าทีต่อเสียงส่วนใหญ่ของ 500 ส.ส.อันมีพื้นฐานมาจากการเลือกของประชาชน
พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยกับความดึงดันที่จะจัดตั้งรัฐบาล เสียงข้างน้อยโดยอาศัยฐานจาก 250 ส.ว.
คำประกาศเช่นนี้สะท้อนอะไร
กล่าวสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันแนวทางของตนอย่างเด่นชัด นั่นก็คือ ไม่ร่วมกับพรรคเพื่อไทย และเริ่มมีความเอนเอียง ไปทางพรรคคสช.
แม้จะยังโจมตีพรรคพลังประชารัฐอยู่บ้างแต่เมื่อเทียบกับการโจมตี “ระบอบทักษิณ” เบาบางกว่า
ตัวตนแท้จริงของพรรคประชาธิปัตย์เริ่มชัดเจน
ขณะเดียวกัน น้ำเสียงของพรรคภูมิใจไทยก็เริ่มมีความชัดเจน คือ การกันตัวเองออกห่างจากพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย
ค่อนข้าง “เอน” มาทางพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติหรือแม้กระทั่งพรรคอนาคตใหม่
ความหมายก็คือ ห่างออกมาจาก “คสช.”
กระแสโจมตีที่ว่าเพราะหงุดหงิดต่อท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาในเรื่อง “กัญชาเสรี” เบาบางมากเมื่อเทียบกับความหนักแน่นในเรื่องประชาธิปไตย
ประชาธิปไตยที่มีฐานมาจากการเลือกของประชาชน
ระยะเวลาที่เหลืออีกเพียง 2 อาทิตย์จะยิ่งเร่งเร้าและเรียกร้องให้แต่ละพรรคการเมืองจำเป็นต้องตัดสินใจประกาศทางเลือกในระยะอันเรียกว่า “โค้งสุดท้าย”
พรรคการเมืองย่อม “ไว” เสมอต่ออุณหภูมิทางการเมือง
นี่มิได้เป็นเรื่องของ “การดีล” หากที่สำคัญเป็นอย่างมากคือ การตระหนักในกระแสและแนวโน้มของสังคม
พรรคที่เคยแทง “กั๊ก” จะเริ่มหมดบทบาทคงเหลือ 2 ทางเลือก

