การมาเยือนของสมาชิกรัฐสภายุโรปอันนำโดย นายเวอร์เนอร์ แลงเกน มีความสำคัญเป็นอย่างสูง
สำคัญเพราะมาคณะใหญ่ 25 คน
นายเวอร์เนอร์ แลงเกน เป็น ประธานคณะกรรมาธิการด้านความสัมพันธ์กับประเทศอาเซียน
นายเพียร์ อันโตนิโอ แพริซี ก็สำคัญ
เพราะเขาเป็นคณะอนุกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชน
วันแรกที่เดินทางมาถึงพวกเขาเข้าพบและหารือกับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ที่กระทรวงการต่างประเทศ
เป็นไปตาม “พิธีกรรม”
ตอนบ่ายวันเดียวกัน พวกเขาทั้งหมด 25 คนเดินทางไปยังพรรคเพื่อไทย
โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นเป้าหมาย
พรรคเพื่อไทยเองก็เตรียมพร้อมเต็มพิกัดจัดแกนนำและฝ่ายบริหารระดับสูงไว้ 12 คน
รู้ๆ กันอยู่ว่าจะสนทนากันด้วยเรื่องอะไร
ความหวังของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย ที่ว่าอยากจะให้เรื่องของ นายกลิน ที.เดวีส์ จบ
“ขอให้ทุกคนก้าวข้าม”
ขณะเดียวกัน “ไม่คิดว่าคำพูดของเอกอัครราชทูตสหรัฐจะเป็นการโน้มน้าวให้ต่างชาติคิดเช่นเดียวกัน”
ไม่น่าจะเป็นตามที่ “หวัง”
เพราะตามรายงานข่าวจาก “ไทยรัฐ” สิ่งที่สมาชิกรัฐสภายุโรปจะสอบถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือ
“สาเหตุที่ไม่ได้เดินทางไปพูดคุยตามคำเชิญ”
1 ยืนยันบทบาทของคณะกรรมาธิการด้านความสัมพันธ์กับประเทศอาเซียนที่เคย “เชิญ” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
1 ยืนยันความสนใจต่อสถานการณ์ใน”ไทย”
เป็นสถานการณ์หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นสถานการณ์ก่อนการลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559
“คำตอบ”ย่อมมิได้อยู่ใน”สายลม”
ที่ว่า “โลก” กำลังล้อม “ประเทศไทย” เหล่านี้ล้วนเป็น “รูปธรรม” อันเด่นชัด
เด่นชัดจากบทบาทของ นายกลิน ที.เดวีส์
เด่นชัดจากจังหวะก้าวของคณะกรรมาธิการด้านความสัมพันธ์กับประเทศอาเซียน รัฐสภายุโรป
ยิ่งวันไทยยิ่งจะเหมือนกับ “เมียนมา”
เป็นเมียนมาก่อนการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 เป็นเมียนมาก่อน นางออง ซาน ซูจี จะได้รับ “อาณัติ” ตามเจตจำนงร่วมของประชาชน
เป็น”เมียนมา”ในยุค”เผด็จการ” มิใช่”เมียนมา”ในยุค”ประชาธิปไตย”

