ย้อนรอยยุบพรรค กิโยติน ทางการเมือง

ย้อนรอยยุบพรรคž กิโยตินžทางการเมือง

ในทางการเมืองเปรียบเปรยการถูก “ยุบพรรค” เทียบได้กับโทษประหาร

ก่อนหน้ารัฐธรรมนูญปี 2540 การยุบพรรคการเมือง ส่วนใหญ่เป็นผลจากการบริหารจัดการ หรือศักยภาพของพรรคการเมืองนั้น เช่น มีจำนวนสมาชิกพรรคไม่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด หรือส่งสมาชิกสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ไม่ถึงเกณฑ์ หรือไม่มีสมาชิกได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.

กระทั่งภายหลังรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา มีการกำหนดเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ วางเงื่อนไขยุบพรรคการเมืองในหลายโทษานุโทษ เข้าสู่ กิโยตินŽ

ไปสำรวจกันว่ากี่พรรคการเมือง ถูกตัดสินประหารชีวิต

6 กรกฎาคม 2549 อัยการสูงสุดยื่นคำร้องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ 5 พรรคการเมือง อันประกอบด้วย พรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย

คำร้องยุบพรรค มีดังนี้

1.ยุบ พรรคไทยรักไทยŽ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 และ 67

มีสาระสำคัญสรุปว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2549 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร้องเรียนต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ว่ามีการสมคบระหว่างผู้บริหารพรรคไทยรักไทย เจ้าหน้าที่พรรคการเมืองอื่น และเจ้าหน้าที่ กกต. เปลี่ยนแปลงข้อมูลสมาชิกพรรค และว่าจ้างพรรคการเมืองเล็ก (พรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทย) ให้ลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ตามมาตรา 74 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.พ.ศ.2541

นายทะเบียนพรรคการเมืองได้พิจารณาแล้ว มีความน่าเชื่อว่าการกระทำของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของพรรค มีลักษณะเป็นการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองในวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 66 (1) และ (3)

2.ยุบ พรรคประชาธิปัตย์Ž ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 และมาตรา 67 ดังนี้

-นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปราศรัยที่ท้องสนามหลวง กล่าวหาการบริหารงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ว่าเป็นระบอบทักษิณŽ ใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยข้อความเท็จ ว่าระบอบทักษิณทำลายประชาธิปไตยแทรกแซงองค์กรอิสระ แทรกแซงสื่อ สร้างความแตกแยกของคนในชาติ มีการทุจริตอย่างมโหฬาร เพื่อจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ

-นายทักษะนัย กี่สุ้น ผู้ช่วยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ นำ น.ส.นิภา จันโพธิ์ นางรัชนู ต่างสี และ นายสุวิทย์ อบอุ่น ชาว จ.ตรัง ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า เพื่อลงสมัคร ส.ส. ที่ จ.ตรัง โดยใช้เอกสารอันเป็นเท็จ ว่าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน จากนั้นให้ทั้งสามคนแถลงข่าวใส่ร้ายว่าถูกกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยว่าจ้างให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทย

-นายไทกร พลสุวรรณ ในฐานะตัวแทน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจ้างให้ นายวรรธวริทธิ์ ตันติภิรมย์ หัวหน้าพรรคชีวิตที่ดีกว่า แถลงข่าวใส่ร้าย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ว่าจ้างสมาชิกพรรคชีวิตที่ดีกว่าลงสมัครรับเลือกตั้ง อันเป็นการใส่ร้ายด้วยความเท็จ

3.ยุบ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าŽ ในข้อกล่าวหา น.ส.อิสรา หรือพรณารินทร์ ยวงประสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าออกหนังสือรับรองอันเป็นเท็จโดยรู้อยู่ว่าบุคคลทั้งสามเป็นสมาชิกพรรคยังไม่ครบ 90 วันจริง ถือเป็นกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 66 (2) และ (3)

4.ยุบ พรรคพัฒนาชาติไทยŽ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 และ 67 คำร้องสรุปว่า เนื่องจากพรรคพัฒนาชาติไทย โดย นายบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ์ หัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทย กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 66 (2)

5.ยุบ พรรคแผ่นดินไทยŽ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 คำร้องสรุปว่าพรรคแผ่นดินไทย โดย นายบุญอิทธิพล หรือบุญบารมีภณ ชิณราช หัวหน้าพรรคแผ่นดินไทยเป็นผู้แทนของพรรค กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรือขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 66 (2)

และ (3)

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ตุลาการรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย แบ่งการพิจารณาคดีออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

1.กลุ่มที่ 1 พรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบ พรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย รวมทั้งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งต่อกรรมการบริหารพรรคของทั้ง 3 พรรค มีกำหนด 5 ปี

2.กลุ่มที่ 2 พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ตุลาการรัฐธรรมนูญมีมติยกคำร้องที่ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ และมีคำสั่งให้ยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า รวมทั้งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งต่อกรรมการบริหารพรรค มีกำหนด 5 ปี

คดียุบพรรคการเมืองอีกชุด เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 

คณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบพบการทุจริตการเลือกตั้ง และมีมติให้ใบแดงและพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และรองเลขาธิการพรรคชาติไทย กับ นายสุนทร วิลาวัลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และรองหัวหน้า พรรคมัชฌิมาธิปไตย

ตามด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้ใบแดงและส่งความเห็นไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้า พรรคพลังประชาชน เนื่องจากพบว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงราย

คดีนี้สืบเนื่องจาก นายวิจิตร ยอดสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติไทย นำหลักฐานเป็นวีซีดี กล่าวหานายยงยุทธเรียกกำนัน 10 คน ใน อ.แม่จัน จ.เชียงราย นำโดย นายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ เดินทางไปพบที่กรุงเทพฯ ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดยกล่าวหา นายยงยุทธ ขอให้กำนันช่วยเหลือตัวเองและน้องสาว และ นายอิทธิเดช ผู้สมัครของพรรค จ.เชียงราย เขต 3 จากนั้นคนสนิทของ นายยงยุทธ ได้มอบเงินให้กำนันคนละ 20,000 บาท

ทั้ง 3 กรณีขึ้นสู่การพิจารณาของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ฐานเป็นพรรคการเมืองมีกระทำการซึ่งให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ให้ยุบ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย รวมทั้งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งต่อกรรมการบริหารพรรคทั้ง 3 พรรค มีกำหนด 5 ปี

สิบปีต่อมา 7 มีนาคม 2562 พรรคไทยรักษาชาติŽ เป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองกลายเป็นอดีต โดยผลคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ

บทความก่อนหน้านี้‘สุวัจน์’ ชี้การเลือกตั้ง คือทางออกประเทศ เชื่อจะมีคนใช้สิทธิ์ มากสุดเป็นประวัติการณ์
บทความถัดไปตร.จ่อเรียก หนุ่มล่อลวงสาวทางเฟซบุ๊ก สอบปากคำสัปดาห์นี้